หมวดหมู่: ข่าวทั่วไป

ดเวย์น จอหน์สัน ซื้อบ้านให้แม่ ของขวัญวันคริสต์มาส อยากได้หลังไหนเลือกเลย!

ดเวย์น จอหน์สัน ปีนี้ซานต้าเดอะร็อก หรือ ดเวย์น จอหน์สันขอเซอร์ไพรส์คุณแม่ของเขาในวันคริสต์มาสย้อนหลังสักหน่อย

ดเวย์น จอหน์สัน เมื่อนักแสดงหนุ่มอารมณ์ดีได้ตัดสินใจซื้อบ้านหลังแรกให้คุณแม่ของเขาเป็นของขวัญในวันพิเศษช่วงท้ายปีนี้

นักแสดงหนุ่มอัดคลิปวิดีโอคุณแม่ของเขาที่นั่งอ่านจดหมายอยู่หน้าต้นคริสต์มาสด้วยความอิ่มเอมใจ ก่อนที่เธอจะอึ้งไปสักพักและน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่คาดคิด เดอะร็อกได้เขียนแคปชั่นอธิบายเรื่องราวเพิ่มเติมว่า

“นี่คือหนึ่งในความรู้สึกดีๆ เซอร์ไพรส์! ซื้อบ้านหลังใหม่ให้แม่ในวันคริสต์มาส เราทุกคนเติบโตขึ้นมาในอพาร์ตเมนท์เล็กๆ ใช้ชีวิตเหมือนกลุ่มยิปซีตามถนนในเมือง บ้านหลังแรกของพ่อแม่ผมซื้อตั้งแต่เมื่อปี 1999 และพวกเขาก็หย่ากันหลังจากนั้นห้าปีต่อมา หลายสิ่งเกิดขึ้น หลายสิ่งเริ่มซับซ้อน”

“ตั้งแต่ผมมั่นใจว่า แม่และพ่อของผมมีทุกอย่างแล้ว แต่พวกเขาก็ยังต้องการบ้าน รถ และอื่นๆ แต่การมีบ้านในเวลานี้เป็นสิ่งที่แสนพิเศษ และเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายมากจริงๆ ผมบอกแม่ว่าให้เก็บการ์ดนี้ไว้เหมือนกับว่ามันเป็นตั๋วทองของวิลลี วองก้า เพราะเธอจะเลือกบ้านหลังไหนก็ได้ที่เธอต้องการ แถวไหนก็ได้ที่เธออยากอยู่”

“ผมมักพูดเสมอว่าถ้าคุณมีแม่ที่ดี มันเป็นอะไรที่ดีเลยล่ะ ที่ได้เป็นทายาทของมนุษย์ที่แสนดีคนนี้ และผมก็ได้เป็นไอ้บ้าที่โชคดีคนหนึ่งที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นมาได้ สุขสันต์วันคริสต์มาสนะแม่ ของให้สนุกกับบ้านหลังใหม่”

ไม่แปลกที่ เดอะ ร็อค จะใช้จ่ายเงินมากมายที่ได้รับมาอย่างเต็มที่ ทั้งเพื่อความสุขสบาย และความต้องการต่างๆ แต่การใช้จ่ายของซูเปอร์สตาร์วัย 45 ปี ก็ยังคงสะท้อนตัวตนความเป็น เดอะ ร็อค ออกมาได้อย่างชัดเจน เป็นการใช้จ่ายอย่างมีความหมาย และยังสามารถต่อยอดความสำเร็จขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ด้วย

“ดเวย์น จอห์นสัน” หรือ “เดอะ ร็อค” กลายเป็นนักแสดงที่มีรายได้สูงที่สุดในตลอดปีที่ผ่านมา ด้วยรายรับมหาศาลถึง 64.5 ล้านเหรียญต่อปี (ประมาณ 2,295 ล้านบาท)

ไม่แปลกที่ เดอะ ร็อค จะใช้จ่ายเงินมากมายที่ได้รับมาอย่างเต็มที่ ทั้งเพื่อความสุขสบาย และความต้องการต่างๆ แต่การใช้จ่ายของซูเปอร์สตาร์วัย 45 ปี ก็ยังคงสะท้อนตัวตนความเป็น เดอะ ร็อค ออกมาได้อย่างชัดเจน เป็นการใช้จ่ายอย่างมีความหมาย และยังสามารถต่อยอดความสำเร็จขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ด้วย

ดเวย์น จอหน์สัน
นักอเมริกันฟุตบอลตกกระป๋อง, นักมวยปล้ำระดับลูกสมุน สู่ ซูเปอร์สตาร์แห่งฮอลลีวูด
เดอะ ร็อค เกิดมาในตระกูลนักมวยปล้ำอาชีพ เขาเป็นหลานชายของ ปีเตอร์ มายเวีย ตำนานแห่งวงการมวยปล้ำ และเป็นลูกชายของ ร็อคกี้ จอห์นสัน นักมวยปล้ำชื่อดัง แต่ตัวของ เดอะ ร็อค กลับเริ่มต้นเส้นทางแห่งความยิ่งใหญ่ด้วยการเป็นนักอเมริกันฟุตบอล เขาได้เข้าเป็นสมาชิกของทีมฟุตบอล ไมอามีเฮอร์ริเคน แห่งมหาวิทยาลัยแห่งไมอามี ที่ได้ชื่อว่าเป็นทีมอเมริกันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทีมหนึ่งในระดับมหาวิทยาลัย ก่อนจะจบการศึกษาจากคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต และเริ่มต้นเล่นอเมริกันฟุตบอลในระดับอาชีพทันที

แต่สุดท้ายก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก เดอะ ร็อค ได้เข้าทีมแคลกะรี สแตมป์พีเดอร์ และเล่นอยู่ที่นั่น 2 ปี ก่อนจะผันตัวไปสู่การเป็นนักมวยปล้ำตามเส้นทางของตา และพ่อแทน

ที่วงการมวยปล้ำ เดอะ ร็อค ก็ไม่ได้โด่งดังในทันที เขาเริ่มต้นจากบทตัวรองๆ เป็นลูกสมุนของนักมวยปล้ำดัง ก่อนจะค่อยพัฒนาฝีมือขยับบทบาท จนกลายเป็นคู่ปล้ำคู่หลัก และกลายเป็นดาราแม่เหล็กสัญลักษณ์ของ WWE ในเวลาต่อมา

เดอะ ร็อค มาโด่งดังอย่างสุดขีด เมื่อผันตัวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ จนกลายเป็นดาราซูเปอร์สตาร์ ขึ้นแท่นเป็นดาราแอ็กชั่นเบอร์ต้นของวงการแทนที่ อาร์โนลด์ และ สตอลโลน ที่ค่อยๆ โรยลงไป เดอะ ร็อค ยังได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ชุบชีวิตแฟรนไชส์ที่ใกล้ตาย” ด้วย เพราะหนังภาคต่อที่อนาคตเริ่มตีบตัน มักจะเลือกใช้บริการของ เดอะ ร็อค ที่สามารถช่วยให้หนังกลับมาฮิตติดลมบนได้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นหนังชุด GI Joe หรือ Fast and Furious ที่การเข้ามาเสริมทีมของ เดอะ ร็อค ได้เปลี่ยนแปลงภาพของหนังชุดนี้ไปโดยปริยาย

แน่นอนว่า เดอะ ร็อค ยังใช้จ่ายเงินเพื่อนความสุขส่วนตัวเช่นเดียวกับนักแสดงชื่อดังมากมาย เดอะ ร็อค ยังชื้อบ้าน และที่ดินเก็บเอาไว้มากมาย ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเขาซื้อขายบ้านไปเป็น 10 หลัง บางครั้งขายขาดทุน แต่บางครั้งก็ทำกำไรได้เช่นเดียวกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://gossipstar.mthai.com…

มารี เอสเธอร์ บุญยังไม่ถึงเวทีจักรวาลแต่ก็ชนะใจคอนางงามไทยแลนด์

มารี เอสเธอร์ ควันหลงแห่งปี 2561 ที่กำลังผ่านไป มีหลายสิ่ง สิ่งหนึ่งก็คือสิ่งนี้ ที่เริ่มจากคำว่า..กฏต้องเป็นกฏ

มารี เอสเธอร์ ก่อนหน้านี้ แพรวดอทคอม ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับ “มารี เอสเธอร์ บังกูรา” มิสเซียร์ราลีโอน 2018 ไปแล้วครั้งหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า เธอไม่มารายงานตัวในกิจกรรมเก็บตัวมิสยูนิเวิร์ส 2018 ที่เมืองไทย และถึงแม้ว่าทางกองประกวดจะอะลุ่มอล่วยยืดกำหนดออกไป แต่ก็ยังคงไร้วี่แววการมาของเธอ ทว่าล่าสุดเธอได้เดินทางมาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

มารี ได้รับตำแหน่ง มิสยูนิเวิร์ส เซียร์ราลีโอน 2018 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เธอมีเวลาเพียง 15 วันเพื่อเดินทางมารายงานตัวที่กรุงเทพมหานคร ตามกำหนดจริงในวันที่ 2 ธันวาคม และทางกองประกวดได้ยืดเวลาเป็นกรณีพิเศษให้ถึงวันที่ 3 ธันวาคม ทว่าเธอไม่สามารถมาทันตามกำหนด

โดยล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ถึง 6 วัน กติกาของการประกวดนางงามจักรวาลที่บันทึกไว้ก็ต้องถูกนำมาใช้ แม้ว่าจะเห็นใจเป็นอย่างยิ่งแต่ก็ต้องใจแข็ง จุดนี้มีนางงงามผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สหลายคนที่โดนแล้วหล่ะ รวมถึงนางงามเซียร์ราลีโอน “มารี เอสเธอร์ บังกูรา” (Marie Esther Bangura) ที่เดินทางมาถึงกองประกวดนางงามจักรวาล 2018 ที่จัดประกวดในบ้านเรา ล่าช้าเกินกำหนดการลงทะเบียนซึ่งหมดเขตไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 61

แม้ว่าเจ้าตัวจะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการเดินทางมาเข้าร่วมประเทศ แม้ประเทศจะอยู่ภาวะเพิ่งผ่านสงคราม ต้องนั่งเรือและต่อเครื่องบินกว่า 4 ประเทศกว่าจะเดินทางมาถึงประเทศไทยในวันที่ 8 ธันวาคม แต่ทางกองประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ก็ตัดสิทธิ์

สาว”เอสเธอร์”มาด้วยใจสู้เต็มร้อย มาพร้อมกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ เมื่อถูกทางกองประกวดตัดสิทธิ์ เอสเธอร์ถึงขั้นร่ำไห้ แต่ก็บอกว่าเมืองไทยอบอุ่นมาก

ไม่เพียงแค่รู้สึกว่าอบอุ่น หากแต่เอสเธอร์ยังได้รับไออุ่น และมิตรภาพจากแฟนคลับนางงามที่คอยเทกแคร์ จัดหาชุด ทำสายสะพายให้ พาทัวร์รอบกรุง ชิมอาหารอร่อย ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก กับมิตรภาพความเอื้ออาทร จากแฟนคลับนางงามที่แสนดีและน่ารัก ส่งผลทำให้เจ้าตัวลืมความห่อเหี่ยวที่ถูกตัดสิทธิ์การประกวดนางงามจักรวาลไปเลย

มารี เอสเธอร์ 
เวลาผ่านไปราวติดปีก เมื่อถึงเวลาที่เธอเดินทางกลับ แต่เธอไม่อยากกลับเลย เธออาลัยอาวรณ์อยากอยู่เมืองไทย ที่มีความอบอุ่น มีมิตรภาพที่งดงาม แต่อย่างไรเธอก็ต้องกลับ เธอกลับไปพร้อมกับความทรงจำ พร้อมกับคว้าหัวใจชาวไทยไปด้วย เพราะชาวไทยชื่นชอบในความสดใส น่ารักของเธอ

และขณะเดียวกันการมาไทยในครั้งนี้ของเอสเธอร์ ก็ทำให้แฟนคลับนางงานได้เปิดเฟซบุ๊กให้เอสเธอร์ด้วย ส่วนเหตุผลก็เพราะว่ามีแฟนๆคอนางงามถามว่า”เอสเธอร์”ไม่มีเฟซบุ๊กเหรอ?

ก็เป็นอันว่าตอนนี้เธอมีเฟซบุ๊กแล้ว ถึงแม้นเป็นนางงามบุญยังไม่ถึง ไม่ได้ขึ้นเวทีการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 แต่ว่าชนะใจผู้คน คอนางงามคนไทย และคาดว่าเธอยังไม่ทิ้งฝัน และคอนางงามชาวไทยที่รักเธอก็ยินดีส่งกำลังใจให้เธอก้าวตามฝันต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamdara.com…

โอ อนุชิต เปิดใจ ยอมรับมีหนุ่มใหญ่ สายเปย์ จ้างกินข้าวมื้อละแสน !!

โอ อนุชิต ยอมรับมีหนุ่มใหญ่จ้างกินข้าวมื้อละแสน พร้อมเผยตอนนี้มีคนดูแลหัวใจแล้ว เด็กกว่า 10 ปี ชอบคำว่า สเปกตรัม แต่ไม่ขอบอกเป็นชายหรือหญิง

โอ อนุชิต โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมานานพอสมควร สำหรับนักแสดงหนุ่มเจ้าบทบาท โอ อนุชิต ที่พักหลังๆ มานี้หนุ่มโอรับแต่บทเกย์ จนหลายคนติดภาพและเกิดคำถามในใจว่าตกลงแล้วหนุ่มโอแมนหรือเปล่า ล่าสุด เจ้าตัวได้มาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ทางช่อง One31 ที่มี บุ๋ม ปนัดดา และธัญญ่า ธัญญาเรศ เป็นพิธีกร

เป็นแดนเซอร์มาก่อน ?

โอ : ใช่ครับ โอเคยเป็นมาก่อน เป็นสิ่งแรกที่รู้ มันเป็นความฝัน อยากเป็นแดนเซอร์ แล้วก็พอมีโอกาสได้ทำให้ฝันเป็นจริงก็ดีใจมาก ตอนแรก ๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่าเราชอบเต้น รู้แต่ว่าตั้งแต่เด็ก ๆ เวลาโรงเรียนให้เต้นอะไรเราก็เต้นโดยไม่รู้สึกเขินอาย ซึ่งเราเรียนรู้การเต้นมาจากเพื่อนที่โรงเรียนเปิดคอนเสิร์ต ไมเคิล แจ็คสัน ตอนนั้นเรารู้สึกว่าอยากเต้นได้แบบนั้น นั่นเป็นสิ่งแรกที่เราอยากเป็น ความฝันตอนนั้นคืออยากเป็นแดนเซอร์ให้ ทาทา ยัง แต่พอโอเข้ามาแกรมมี่ ทาทา ยัง ก็ออกจากแกรมมี่ ซึ่งเราก็เดินเล่นอยู่ในนั้นยังไม่ได้เป็นแดนเซอร์ให้ใครแบบจริง ๆ จัง ๆ จนกระทั่งผู้ใหญ่ถามว่าแกมีพาสปอร์ตมั้ย แล้วเขาก็ถามว่าเสาร์-อาทิตย์ ว่างมั้ย ไปเต้น ไชน่า ดอลส์ ที่สิงคโปร์ นั่นคืองานแรก

โอ อนุชิต

หลังจากนั้นถือเป็นแดนเซอร์มืออาชีพเลยไหม ?

โอ : ก็ถือว่ามืออาชีพเลย เริ่มไม่เรียนหนังสือ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเลย พอเราเริ่มแฮปปี้อยู่บ้านเราเต้นทั้งวัน แต่อันนี้กลายเป็นเราเต้นและได้ตังค์ด้วยก็เลยไม่สนใจเรียน ซึ่งโอเริ่มเป็นแดนเซอร์ปี 1998-2001 จากนั้นก็เริ่มเข้ามาทำงานในวงการ

หลัง ๆ มานี้ส่วนใหญ่โอรับเล่นหนังพวกเกย์จนคนติดภาพ ทำไมเราถึงรับเล่น ?

โอ : ตอนแรก ๆ เรารับ 1-2 เรื่อง คือเรื่องแรกบทมันดีมากก็เลยเล่น พอเรื่องที่สองติดต่อมาต้องยอมรับว่าพอเป็นบทแบบนี้มันเป็นบทที่ดีบทหนึ่งในโปรเจกต์นั้น เราก็ไม่ได้รู้สึกติดขัดที่จะไม่รับเล่น แต่ทีนี้พอเราเล่นอะไรแบบนี้ได้ก็มีติดต่อมาเรื่อย ๆ ถ้าให้พูดกันตรง ๆ ถ้าไม่เล่นบทแบบนี้ก็จะไม่มีงาน เราก็เลยพยายามทำบทเกย์แต่ละเรื่องให้แตกต่างกัน

โอ อนุชิต

ซึ่งในแต่ละเรื่องก็จะมีบทเลิฟซีน ?

โอ : น้อยมากครับ หนักสุดก็จะมีเรื่อง มะลิลา นั่นคือเลิฟซีนมากที่สุดในชีวิต ขนาดที่หลายคนเชื่อว่าทำกันจริง ๆ หรือเปล่า แต่ทีนี้พอเราได้เล่นเลิฟซีน เราเลยรู้ว่าการแสดงฉากเลิฟซีนเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในบรรดาการแสดง

มีเสียงเมาท์ว่าคุณรับเล่นเรื่องนี้เพราะอยากเล่นเลิฟซีนกับเวียร์ ?

โอ : คือตอนที่มีการพูดคุยกันก็ต้องรู้ว่าเราต้องเล่นกับใคร ถามว่าเวียร์มีส่วนทำให้เรารับเล่นมั้ย ก็มีส่วน แต่ไม่มีส่วนว่าฉันอยากเล่นเลิฟซีนกับเวียร์มันไม่ใช่ คือเวียร์เป็นนักแสดงที่เก่งมาก ถามว่าอารมณ์จริง ๆ มีมั้ย คือการแสดงมันต้องมีอารมณ์ที่จริง โอถึงบอกได้ว่าการเลิฟซีนมันยากมากในการที่เราต้องตัดความอายและทิ้งทุกสิ่งเพื่อจะยอมรับในโมเมนต์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่เขินอาย

โอ อนุชิต

เรื่องหัวใจเห็นบอกว่ามีแฟนแล้ว คบกันปีกว่า ?

โอ : เราก็มีคนที่เราพูดคุยอยู่ มีแฟนมั้ยก็คงเรียกแฟนได้ เราชอบโมเมนต์ที่พูดคุยว่าเป็นแฟนกันมั้ย แล้วได้คำตอบมาว่าเป็น สำหรับเรามันเป็นโมเมนต์ที่ดี คนนี้เขาเป็นเพื่อนของเพื่อน อยู่ในแวดวงใกล้ ๆ ตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาอยู่ในวงการบันเทิง คุยกันมา 6 เดือน แล้วเราก็เริ่มคุยกันจริงจัง แต่ไม่ค่อยถ่ายรูปลงไอจี คือเรามีการพูดคุยกันว่าการเป็นแฟนมันไม่จีรังเท่าการเป็นเพื่อน

จริง ๆ สวีตไหม ?

โอ : ก็เป็นลุงแก่ ๆ คนนึง ชอบสอนแล้วก็ขี้บ่น โอชอบสอน รู้สึกว่าถ้าเราสอนได้เราก็อยากสอน เขาเด็กกว่าเรา 10 ปี ซึ่งโอชอบความเป็นเด็กที่มีความเป็นผู้ใหญ่

โอ อนุชิต

มีคนฝากถามมาว่าสวยหรือหล่อ ?

โอ : เขามีลักษณะที่ทั้งสวยและหล่อในคนเดียวกัน

ผู้ชายหรือผู้หญิง ?

โอ : จริง ๆ ในช่วงนี้ ในต่างประเทศเขาชอบตอบคำว่า สเปกตรัม คือการลื่นไหลในสภาพเพศ วันนึงเราอาจจะชอบผู้หญิงโดยที่เราไม่รู้หรอกว่าอนาคตเราจะชอบผู้ชายหรือเปล่า หรือหลาย ๆ คนที่เขาเป็นผู้ชาย วันนึงฉันแต่งงานและเป็นเกย์ตอนโต แต่ทุกวันนี้เราชื่นชอบหรือรักบุคคลนี้ บางทีมันอาจจะเป็นเพศไหนก็ได้ คือไม่ว่าใครจะเชื่อว่าโอเป็นเกย์หรือผู้ชาย โอก็จะเป็นเพศนั้นที่ดีแค่นั้นเอง

โอ อนุชิต

ได้ข่าวว่ามีหนุ่มใหญ่เคยจะจ้างโอไปกินข้าวมื้อละแสน อันนี้จริงไหม ?

โอ : ตอนที่คนคนนี้โทรศัพท์มา จริง ๆ แล้วสิ่งเหล่านี้โอไม่ได้อยากออกมาพูด ถามว่ามีมั้ย ก็เคยมีคนอยากจะรู้จัก อยากกินข้าวด้วย ตอนนั้นเราก็ถามเขาว่ากินข้าวแค่สองคน เขาก็พูดประมาณว่าเป็นงานเลี้ยงบริษัท แต่ดูพูดแบบอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ในการตอบคำถาม เราก็เริ่มรู้สึกไม่ชัดเจน

ติดตามรายการ คุยแซ่บShow ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.00-15.00 น. ทางช่อง One31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com…

พ่อดม ชวนชื่น เศร้าสุดอาลัยมะเร็งตับพรากชีวิต ตลกชั้นบรมครูอีกคนในบ้านเรา

พ่อดม ชวนชื่น เป็นอีกหนึ่งความสูญเสียยิ่งใหญ่ ส่งท้ายปลายปี 2561 เมื่อแวดวงบันเทิง แวดวงตลกได้สูญเสีย

พ่อดม ชวนชื่น ที่จากไปอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งตับ ในวัย 83 ปี

หลังจากที่เมื่อ7เดือนก่อนตรวจพบว่าพ่อดมเป็นโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย ก่อนที่ลูกๆ จะส่งพ่อดมไปรักษาตัวที่ประเทศจีน และกลับมาเข้ารับการรักษาตัวด้วยโรคมะเร็งตับที่โรงพยาบาล

และเมื่อเวลา 11.00 น วันนี้ 24 ธ.ค.พ่อดม ก็ได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า

ทั้งนี้ได้มีเหล่าลูกหลาน คนบันเทิง คนในแวดวงตลก และ คนรักพ่อดมต่างใจหายร่วมไว้อาลัยกันด้วยความเศร้าสุดอาลัย

อุดม ชวนชื่น หรือ อุดม ทรงแสง หรือ”พ่อดม”เป็นชาวบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ครอบครัวมีอาชีพเป็นลิเก จึงถูกดึงเข้าสู่ธุรกิจและศิลปะแขนง ด้วยความที่ชอบเรื่องดนตรี จึงสามารถเล่นเครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดงลิเกได้ทุกชิ้น แต่ใจจริงเขาอยากเป็นนักดนตรีสากลมาก

ต่อมาเมื่อพระเอกลิเกในคณะขาดเขาจึงถูกนำตัวขึ้นรับบทพระเอกแทนอย่างกะทันหัน โดยลิเกคณะแรกที่อุดม ชวนชื่น รับบทเป็นพระเอกก็คือคณะ ศิลป์ส่งเสริม

ต่อมาพ่อดมก็แยกมาตั้งคณะลิเกอุดมศิลป์ และเมื่อมีรายการวิทยุ เขาก็แสดงลิเกออกวิทยุในนามคณะ อุดม – แววดาว ซึ่งเป็นน้องสาว และก็ประสบความสำเร็จอย่างมากที่จันทบุรี
อุดม ชวนชื่น รับบทเป็นพระเอกอย่างยืนยงจนอายุมากจากนั้นล้างมือการเป็นพระเอกละครวิทยุ พระเอกลิเก เดินทางเข้ากรุงเทพฯแสวงโชค จากนั้นก็ได้ไปสมัครเป็นนักดนตรีตามวงดนตรีลูกทุ่ง ปรากฏว่าไม่มีที่ไหนรับ เพราะไม่รู้โน๊ต เขาจึงต้องใช้เวลาในการเรียนโน๊ตด้วยตัวเองจากการซื้อตำรามาอ่านอยู่ 2 ปี ก่อนที่จะมาสมัครอยู่วงดนตรี เพลิน พรหมแดน
เป็นนักดนตรี 7 – 8 ปี

ต่อมาเมื่อตลกคาเฟ่เริ่มเป็นที่นิยม เทพ โพธิ์งาม และ เพชร ดาราฉาย ต่างก็ได้ออกจากวงเพื่อไปเล่นคาเฟ่ เพลิน พรหมแดน จึงขอให้อุดม ชวนชื่น ไปแสดงตลกที่หน้าเวทีดู ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก จึงหันมาเล่นตลกอย่างเดียว โดยได้ค่าตัวถึงคืนละ 500 บาท เขาเล่นตลกอยู่ราว 1 ปี

จากนั้นพ่ออุดม ชวนชื่น ก็หาโอกาสนำ จิ้ม ชวนชื่น ลูกชาย ซึ่งก็เล่นลิเกอยู่ มาร่วมวงเพลิน พรหมแดนด้วย เริ่มจากการเป็นตลก ต่อมาวงเพลิน พรหมแดน ก็ยุบวง อุดม ชวนชื่น ที่ตกงาน ก็จึงหยิบเครื่องดนตรีไปสมัครเป็นนักดนตรีวงสายัณห์ สัญญา ถูกปฏิเสธ เหตุเพราะว่าอายุมาก เขาเคยไปสมัครอยู่กับวงสังข์ทอง สีใส ที่ให้ค่าตัวคืนละ 200 บาท แต่ไม่เคยได้ขึ้นเล่นดนตรี อุดม ชวนชื่น จึงรู้สึกเกรงใจ ต่อมาไปสมัครอยู่กับวงหงษ์ทอง ดาวอุดร แล้วรวบรวมสมัครพรรคพวก และลูกชายคือจิ้ม ชวนชื่นตั้งคณะตลกชื่อ ชวนชม แต่อยู่ได้ไม่นาน ก็แตกคอกัน ก็เลยแยกตัวออกมา อละไปขอให้หลวงพ่อวัดเชิงหวายตั้งชื่อคณะตลกให้หลวงพ่อก็เอาชื่อศาลาวัด ที่ชื่อศาลาชวนชื่น มาตั้งเป็นชื่อคณะตลก กลายมาเป็นตำนานตลกครอบครัวที่โด่งดังที่สุดในประเทศไทยมีสมาชิกคือคนในครอบครัวนั่นเอง

สยามดาราเว็บไซต์ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวชวนชื่นมา ณ ที่นี้

พ่อดม ชวนชื่น

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamdara.com…

กาย รัชชานนท์ โวยเจอรถสองแถว เชียงใหม่ โก่งราคาสุดแพง ลั่นใครจะนั่งกับมึง !!

กาย รัชชานนท์ อัดคลิปถามหามาตรฐานราคารถแดงที่ จ.เชียงใหม่ หลังเจอหลายคันเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ด้านชาวเน็ตต่างเห็นด้วย ไม่แปลกใจทุกวันนี้คนเที่ยวน้อยลง

กาย รัชชานนท์ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ ออกมาอัดคลิปแฉพฤติกรรมของคนขับรถสองแถวคันหนึ่ง ซึ่งจะคิดเงินค่าเดินทางจากวัดสวนดอก ไปย่านนิมมานเหมินทร์ ระยะยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นเงิน 600 บาท ขณะที่เมื่อเทียบดูแล้วบริการแกร็บคาร์คิดแค่ 52 บาท เท่านั้น

ทำเอานักแสดงหนุ่มคุณพ่อลูกดก กาย รัชชานนท์ ถึงกับออกอาการหัวร้อนไปเลยทีเดียว ที่ล่าสุด (18 ธันวาคม 2561) เจอโก่งราคาค่ารถโดยสารสองแถว ขณะเดินทางไปถ่ายทำรายการที่ จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ เจ้าตัวยังได้โพสต์คลิปและข้อความไว้ด้วยว่า “บอกก่อนว่าไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกคัน…แต่ก็มีอยู่หลายคันที่เอาเปรียบนักท่องเที่ยวแบบที่กายเจอ ถามหน่อยว่าควรมีมาตรฐานในการคำนวณค่าเดินทางไหม ? ถ้ามีแล้วมันคืออะไรเพราะไม่มีใครรู้ ? แล้วถ้าคุณเจอแบบนี้คุณจะเลือกนั่งแบบไหน 600 หรือ 52 บาท ? #อร่อยเด็ดเข็ดด๋อย”

โดยในคลิป หนุ่มกาย ได้เปิดเผยว่า ได้ไปถ่ายทำรายการที่ จ.เชียงใหม่ และเห็นมีการติดป้ายทั่วเมืองว่า อย่าเรียก grab เพราะ grab ผิดกฎหมาย ตนจะไม่เรียกเพราะอยากเคารพกติกา เลยลองเรียกสองแถวดูและได้มีการสอบถามราคาค่ารถก่อน โดยระยะทางที่ไปประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งคนขับบอกว่าราคา 600 บาท ตนจึงลองไปเช็กราคาใน grab ดู ปรากฏว่าในแอปฯ นั้นขึ้นราคามาให้ที่ 52 บาท ถามหน่อยใครจะนั่งกับ มึง !! บ้าหรือเปล่าวะ เราเองก็ไม่กล้าเรียก grab งั้นไม่เป็นไร เดินเอา

งานนี้ก็มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าวในคลิปของ หนุ่มกาย เป็นจำนวนมาก โดยบอกว่า ตัวเองก็เจอปัญหาเช่นเดียวกับ หนุ่มกาย เหมือนกัน เวลาที่เดินทางไปเชียงใหม่ เวลาเรียก grab ก็เจอรถเจ้าถิ่นดัก บางทีก็เจอปล่อยทิ้งกลางทางทั้ง ๆ ที่ตกลงราคาและเส้นทางเรียบร้อยแล้ว จึงอยากให้ทางการออกมาดูแลมาตรการเรื่องนี้ นอกจากนี้ ยังมีบางรายที่เป็นคนในท้องที่ออกมาให้ความเห็นว่า ตัวเองก็ไม่เคยใช้บริการรถสองแถวเลย เพราะเจอปัญหาแบบนี้ตลอดทั้ง ๆ ที่เป็นคนในท้องที่ บางรายก็ยอมเสี่ยงเรียก grab เพราะได้มาตรฐานมากกว่า อีกทั้งยังมีคนแนะนำว่า เวลาขึ้นไม่ต้องถามราคา ให้ขึ้นเลยแล้วกดกริ่งลง จ่ายเงินแค่ 30 บาทก็พอ

กาย รัชชานนท์

เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 19 ธันวาคม 2561 เว็บไซต์ข่าวช่องวัน รายงานว่า นางพรรณี พุ่มพันธ์ ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ได้สั่งให้ตรวจสอบหารถสี่ล้อแดงคันดังกล่าวแล้ว เพราะถือว่าทำความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ระบบขนส่งมวลชนของเมืองเชียงใหม่ ยืนยันว่าในตัวเมืองรถสี่ล้อแดงต้องคิดค่าโดยสารคนละไม่เกิน 30 บาท แต่หากเหมาคันในเขตเมือง คือ ไม่เกินวงแหวนรอบสอง จะต้องไม่เกิน 200 บาท โดยหากเจอตัวคนขับจะว่ากล่าวตักเตือนและคาดโทษ แต่หากพบว่าเคยทำผิดมาก่อนจะต้องสั่งพักใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ทันที

ด้าน นายสิงห์คำ นันติ ประธานสหกรณ์สี่ล้อแดง กล่าวว่า ขอให้ดาราดังให้ข้อมูลกับทางสหกรณ์เพื่อตรวจสอบและดำเนินการ หากพบว่าเรียกค่าโดยสารเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจริง ก็จะถูกลงโทษทั้งตามกฎหมายขนส่งและตามระเบียบ แต่หากโพสต์คลิปไปโดยไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยัน ก็ทำให้ทางสหกรณ์และผู้ประกอบการสี่ล้อแดงที่มีอยู่กว่า 2 พันคันใน จ.เชียงใหม่ ต้องเสียหายในภาพรวม ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการใช้บริการของผู้โดยสาร

ขอบคุณแหล่งที่มา https://hilight.kapook.com

อยากได้กระแส เลือกมิสสเปน ณวัฒน์ ชำแหละมิสยูนิเวิร์ส ไม่ค่อยว้าว!

อยากได้กระแส แอบมองดูอยู่ห่างๆ ต้องเชี่ยวชาญต้องเจนจัด ต้องรู้เขารู้เรา สงครามนางงามไม่เคยจบ

อยากได้กระแส ต้องดูคู่แข่งให้ดีด้วย ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการกองประกวด มิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล Miss Grand International และผู้อำนวยการประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ Miss Grand Thailand แอบส่องๆ ตั้งใจดู ตั้งใจพิจารณาการจัดการประกวดที่ไทย ของมิสยูนิเวิร์ส Miss Universe 2018 มานานมากๆ แล้ว ตั้งแต่มีข่าวลือมาล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว ว่าไทยจะได้รับสิทธิ์จัดประกวดมิสยูนิเวิร์สที่ไทย จนได้รับสิทธิ์จัดจริงๆ

ณวัฒน์ คลุกคลีเชี่ยวชาญ อยู่ในแวดวงนางงามมานานหลายปีมากๆ นอกจากเวทีประกวดที่ตัวเองเป็นคนจัดทำแล้ว ยังเป็นอีกคนหนึ่ง ที่ศึกษาเรียนรู้ รู้ลึกรู้ดีเกี่ยวกับองค์กรมิสยูนิเวิร์ส

อยากได้กระแส

ดูแล้วๆ การจัดประกวดมิสยูนิเวิร์สที่ไทยครั้งนี้ เป็นยังไง? “อาจจะพลาดก็ได้ ต้องยอมรับว่า ผลของการทำงาน มีแต่เสียงพูดถึงไม่ว้าว! ผมว่าไม่คุ้ม! เพราะทุกคนคาดหวังว่า การประกวดมิสยูนิเวิร์สจะได้โปรโมตไทยมากกว่านี้ กิจกรรมของกองประกวด ก็ไม่ได้มีอะไรมากมายที่เน้นความเป็นไทย แต่ก็ทำให้ไทยได้รับความสนใจในระดับหนึ่ง”

จริงหรือไม่ ที่บางประเทศไม่ต้องจัดประกวดในประเทศตัวเองแล้ว แค่คัดหานางงามสวยๆ มาเลย ก็ส่งเข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สได้แล้ว? “จริงสิ ปีนี้มีหลายประเทศเลย อุรุกวัย, ฮังการี, เดนมาร์ก, กัมพูชา, บริติชเวอร์จิ้นไอส์แลนด์, คีร์กีซสถาน, จีน, ลาว”

นางงามคนไหนจะได้เป็นมิสยูนิเวิร์ส? “เดาใจยากมาก ถ้าถามว่าอะไรจะแปลก อะไรที่จะกระแส ก็ต้องให้มิสสเปน ที่เป็นนางงามสาวประเภทสอง ถ้าได้เป็นจริงก็จะเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ จะเป็นการเปิดบริบทใหม่ของการประกวดนางงาม

“แต่อย่าลืมว่าอีกหลายประเทศ กฎหมายยังไม่ได้ให้สิทธิ์สาวประเภทสอง ได้เปลี่ยนคำนำหน้าเป็นนางสาว และอีกหลายประเทศเลย ยังไม่ให้สิทธิ์สาวประเภทสอง ได้เข้าร่วมประกวดด้วยเหมือนสเปน โดยเฉพาะประเทศมุสลิม และประเทศไทยเราเอง มีสาวประเภทสองที่สวยมากๆ ถ้าได้สิทธิ์ส่งเข้าประกวดจริงจะเป็นยังไง จึงอาจจะมองว่าองค์กรมิสยูนิเวิร์ส มีสองมาตรฐานหรือเปล่า

“ถ้าเลือกจากความมั่นใจเป็นตัวของตัวเอง ถ้าเลือกให้ได้สวยแล้วไม่อายคน ตามสไตล์บิวตี้ควีน ก็ต้องให้ มิสแอฟริกาใต้, ฟิลิปปินส์, เปรู, สหรัฐฯ ระวังๆ มิสเวียดนามไว้ด้วยนะ บุคลิกดีมั่นใจ”

แฟนนางงามบ่นแรงๆ รัฐบาลไทยไม่ค่อยให้การสนับสนุน การประกวดมิสยูนิเวิร์สในครั้งนี้? “เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะไทยเรามีความจำเป็นด้านอื่นๆ อีกมากมายมหาศาล ทั้งเรื่องเศรษฐกิจถอยหลัง การศึกษา ความปลอดภัยในชีวิต การให้ความรู้เรื่องการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น ฯลฯ นำเงินไปทำเรื่องที่จำเป็นมากกว่า จะดีกว่ามาช่วยการประกวดมิสยูนิเวิร์ส”.

 

ขแบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th

ทราย เจริญปุระ สุดอัดอั้นเปิดใจหัวอกลูก ถูกมองเอาเรื่องแม่ตัวเองมาพูด

ทราย เจริญปุระ หากพูดถึงชื่อ ทราย เจริญปุระ เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ช่วงหลังๆ มานี้ดูเหมือนเธอจะเครียดกับปัญหาต่างๆ จนต้องออกมาระบายผ่านทางโซเชียลอยู่บ่อยๆ

ทราย เจริญปุระ อย่างก่อนหน้านี้กับเรื่องราวของครอบครัวแม่บังเกิดเกล้าที่ใช้เงินเปย์ผู้ชายใหม่จนทรายเอ่ยปากอยากเผาบ้านทิ้ง แต่งานนี้หลายคนก็มองอีกด้านหนึ่งว่าทำไมเธอต้องออกมาประจานแม่ตัวเอง

ล่าสุด ทราย เจริญปุระ มาเปิดใจถึงเรื่องราวต่างๆ ผ่านทางรายการ คุยแซ่บ Show ทางช่อง one31 ที่มี นุ้ย สุจิรา และ เข็ม ลภัสรดา เป็นพิธีกร

หลายคนมองว่าพี่เป็นคนแรงถึงขั้นเป็นไบโพลาร์?

ทราย : “ใจเย็นๆ ป่วยอ่ะป่วยจริง ป่วยเป็นซึมเศร้า ไม่ใช่ไบโพล่าร์ ซึ่งซึมเศร้าเริ่มต้นมาจากอุบัติเหตุ ตอนนั้น รักษาตัว กินยาจนหายแล้ว หมอก็เตือนว่ามันจะมีโอกาสกลับมาเป็นได้อีกนะ”

คิดยังไงกับคนที่บอกว่าเราแรงไม่กล้าเข้าหา?

ทราย : “มองว่าแรงไม่เคืองเท่าบอกว่าเรียกร้องความสนใจ คือชีวิตไม่สนุกแล้วยาก็แพงมากๆ แล้วมันจะมีวันที่แย่มากๆ”

พี่ดูแลคุณแม่เต็มที่มากๆมันยากขนาดไหนอธิบายเราฟังหน่อย?

ทราย : “เราเหมือนมีลูกใจแตก ที่แบบจะออกจากบ้านทุกครั้งที่เราเผลอ นี่คืออาการของคุณแม่บางวันเราออกไปถ่ายละคร แม่ก็บอกทำไมไม่กลับมาหาเขา เราก็บอกว่าไม่ใช่ไม่อยากกลับมาหาแต่เราทำงานอยู่ จนแบบแม่บอกว่างั้นฉันจะฆ่าตัวตาย หรือว่าบางวันสายตื่นลงมาจากบ้าน แล้วรถไม่อยู่ประตูพัง คือแบบแม่ฉันไปไหน มันอยู่ด้วยความแบบเครียดมาก หรือบางครั้งไม่ให้ไปไหนให้อยู่แต่ในห้อง เก็บกุญแจรถทุกอย่างไปไหนก็ต้องเอาไป กลับมาถึงมีของมาตั้งหน้าบ้านแม่โทรสั่งจากรายการทีวีทุกวัน วันละ 50,000 บาท เขาซื้อทุกอย่างที่โฆษณา คือมันเป็นอาการหนึ่งของเขาที่เขาพยายามยืนยันตัวตนว่าเขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้นะ พวกเธอมาปิดกั้นฉันอะไรประมาณนี้ คุณหมอก็บอกแอดมิดไหม เราก็คิดในใจจะพาแม่แอดมิดศรีธัญญาหรอ มันดูรุนแรงไป”

แล้วพี่จัดการยังไง?

ทราย : “เราก็เอาแม่เป็นหลัก ให้เขาอยู่ในมือหมอที่ดีที่สุด เพื่อที่เวลาเขารักษา เราก็รักษาตัวไปด้วย”

นอกจากคุณแม่จะมีการโทร Shopping เอง ออกไปข้างนอกเองมีอีกเรื่องหนึ่งนั่นก็คือเรื่องของแฟน?

ทราย : “เรื่องหัวใจของเขาเป็นแบบตำนานรัก มหากาพย์ของเขามาก ในความเป็นลูกมันก็เจ็บ ลำพังแค่เรา เราให้แม่มีความสุขได้ไม่มากพออีกเหรอ ทำไมต้องไปมีผู้ชายคนอื่น แต่พอมองย้อนกลับไปจริงๆ แม่ก็เหงา เพราะว่าเขาแต่งงานตั้งแต่อายุ 25 ปี ก็มีลูกสามคนพอลูกเริ่มโตลูกก็ทำงาน เราก็เข้าใจเมื่อวันหนึ่งลูกโตแล้วสามีก็ตายแล้ว เขาก็คงอยากกลับไปมีชีวิตไปสาว คือคุณแม่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม แต่ยังไม่ถึงขั้นอัลไซเมอร์ คือคุณแม่กับเขาคนนี้ไปเจอกัน”

“เขารู้จักกันตั้งนานแล้ว เรามองอย่างใจกว้างที่สุดนะ อย่างน้อยเขาเป็นเพื่อนกันในวัยขนาดนี้ แต่เรารู้สึกว่ามันไม่แฟร์ ทำไมแม่ต้องแยกตัวออกไป ทำไมต้องไปทำบ้านใหม่ ซื้อทุกสิ่งทุกอย่างใหม่ ซื้อแอร์ 20 เครื่อง คือมีทุกที่ กับแม่เราไม่ได้งก แต่บ้านหลังนี้ถ้าไม่นับแฟนเขาก็มีแม่เราอยู่แค่คนเดียว คือเราดูแลครอบครัวมาตลอดอยู่แล้วตั้งแต่พ่อเสีย เราก็ทำงานมาตลอดซึ่งทั้งหมดมันก็คือเงินเรา ถ้าแม่ซื้อทีวีมาเรียงกันห้าเครื่อง ในห้องตัวเอง ในบ้านของตัวเองมันก็จะงงประมาณนึง แต่นี่คือเจ็บ”

ถึงขนาดพี่โพสต์ว่าจะเผาบ้านทิ้งเลยเหรอ?

ทราย : “มันเดือดมาก ห้องเราไม่มีทีวีเป็นของตัวเองแอร์ ก็คือแอร์เก่าที่ใช้มาตั้งแต่เด็ก ซึ่งไม่มีปัญหาเสียงมันดังน้ำมันหยดแล้วก็เรียกช่างมา พอขอทีวีแม่ แม่ก็บอกว่าไม่ต้องไปดูหรอก มาก็นอนสิจะมาดูทีวีอะไรดึกดื่น เป็นดาราต้องพักสิอะไรอย่างเนี่ย ไม่ว่าเราจะซื้ออะไรใดใด ต้องผ่านแม่หมดเพราะแม่เป็นคนถือเงิน แต่พอภาพตัดไปอีกที่ ที่บ้านแบบมีทีวีอยู่ทุกมุม คือเราไม่ได้อยากได้ทีวี มันก็เลยเกิดคำถามในใจว่าทำไมเราดีน้อยกว่าคนนั้นตรงไหน”

ทนกับความรู้สึกแบบนี้มานานแค่ไหน?

ทราย : “นานตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นเราทำงานเราต้องดูแลทั้งครอบครัว น้องก็ยังเรียนอยู่พ่อก็ไม่สบาย ก็เกือบ 20 ปี แล้วที่รถชนต้องผ่าเนี่ยจริงๆ อย่างมันต้องเปลี่ยนแล้ว แต่เราไม่มีตังค์เพราะเราได้เงินเดือนจากแม่ ถ้าเขาเอาตังไปเปลี่ยนยางเราก็ไม่มีตังค์พอที่จะไปกองหรือว่าเติมน้ำมัน แล้วพอมาเจอเรื่องที่แม่ซื้อของมันก็เลยแบบเฮิร์ต”

ด้วยความที่คุณแม่ไม่สบายเราจะคุยเหตุผลนี้กับท่านได้ไหม?

ทราย : “ไม่ได้ เราก็บอกเหตุผลแต่เขาถือทุกอย่าง แต่เรายังไม่มีบัตรประชาชน ฉะนั้นลายเซ็นทุกอย่างสมุดบัญชีทุกเล่ม บ้าน รถ แต่เรื่องธนาคารให้พนักงานมาดูแล้ว ว่าตอนนี้คุณแม่ไม่สามารถทำได้ เราต้องเป็นคนทำธุรกรรมแทนหมดทุกอย่าง เพราะมานั่งทำแล้ว เห็นบ้านนั่น เห็นยอดเงินตัวเองแล้วที่ทำมาทั้งหมด เผาไปเลยดีกว่า คือไม่ได้อะไรแต่ก็ได้สะใจ”

หลายคนก็มองว่าพี่ประจานแม่ตัวเอง?

ทราย : “เวลามีคนถามจะให้ตอบยังไง ฉันต้องแต่งเรื่องใหม่อีกเรื่องหนึ่งหรอ ฉันเหนื่อยแล้วนะ คือถ้าไม่มีคนถามก็ไม่พูด”

ที่ฟังมาคือพี่ไม่เคยทิ้งแม่?

ทราย : “ไม่ได้ รู้สึกว่าเขาบอกบาง บาดแผลเขาเยอะ ในบางแง่เราว่าเราแข็งแกร่งกว่าเขา เราอาจจะไม่ได้มีลูก เรามีครอบครัวที่คอยประสานเหมือนที่แม่ทำได้ แต่เราเชื่อว่าในบางมุม เราก็แข็งแกร่งกว่าเขา เราก็รู้สึกว่าถ้าเขาไม่มีเราเขาก็ไม่มีใครเลย”

มาเรื่องหัวใจกันบ้าง?

ทราย : “นางดีน่ารัก เจอกันเพราะทำงานด้วยกันเขาทำฝ่ายเสียง เราเป็นคนไปจีบเขา เพราะรู้สึกว่าเขาน่าจะทนเราได้ ในนาทีนี้ถือว่าเขาคือคนที่ใช่ที่สุด มีโอกาสได้เจอครอบครัวแฟนแล้ว เราก็บอกว่าคุณพ่อ คุณแม่ค่ะ ถ้าหนูไม่แต่งงาน ไม่มีหลาน คือพ่อแม่เขาคงช็อกแหละ แต่มึงพูดมาขนาดนี้ก็ต้องจ้า ซึ่งเราถามแฟน เขาก็ไม่ซีเรียสอะไร อีกอย่างเราจะ 40 แล้ว เลี้ยงยังไงก้มไม่ไหว”

กับความรักครั้งนี้มั่นใจว่าคนนี้คือคนที่ใช่แล้ว?

ทราย : “มั่นใจวันต่อวัน เพราะมันจะมีวันที่เลวร้ายมาก ซึ่งมันอาจจะมีวันนึงที่เขาบอกว่าพอแล้วก็ได้ เราก็ไม่มีวันรู้หรอกว่ามันจะเป็นวันไหน คือด้วยความที่เป็นโรคนี้อยู่เราก็รู้ตัวว่าบางครั้งเราไม่น่ารักมากๆ

ที่ฟังมาคนนี้คือดี ดีมากๆ ถึงขนาดพกติดตัวเลยไหม?

ทราย : “สักรูปเดียวกันที่แขนแต่คนละข้าง”

สักเหมือนกันแล้วถ้าวันนึงมันไปกันไม่ได้?

ทราย : “ไม่ใช่พี่แน่ๆ ที่เป็นฝ่ายลบ พี่เจ็บและมันเปลือง (ยิ้ม)”

ทราย

ทราย

ทราย

ทราย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

เตรียมสอบ ผู้ใหญ่บ้าน ยิงหนังสติ๊กใส่เด็กตาบอด ด้านสองฝ่ายยังให้ข้อมูลขัดแย้ง

เตรียมสอบ ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอบุรีรัมย์เตรียมตั้งกรรมการสอบผู้ใหญ่บ้านใช้หนังสติ๊กยิงเยาวชน 16 ตาบอด ด้านทั้งสองฝ่ายยังให้ข้อมูลขัดแย้ง

เตรียมสอบ ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ สั่งให้ปลัดอำเภอลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงกรณี ผญบ. ใช้หนังสติ๊กใส่ลูกแก้วยิงเยาวชนวัย 16 ปีซึ่งเป็นหลานชายตาบอด เตรียมตั้งกรรมการสอบวินัย

ด้านผู้ช่วย ผญบ.ที่อยู่ในเหตุการณ์ยันเยาวชนถือมีดไล่ ผญบ. ก่อนจึงยิงสวนป้องกันตัว ขณะตาผู้บาดเจ็บซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เช่นกันก็ยืนยันหลานไม่ได้ลาฟันผู้ใหญ่ แค่ถือมีดขู่เพราะผูกใจเจ็บที่ถูกต่อว่า

เตรียมสอบ

(27 พ.ย. 61) ความคืบหน้ากรณีนางจิ๋ม อายุ 40 ปี ชาวบ้านตะลองตอง ม.8 ต.อิสาณเขต อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เฉลิมพระเกียรติ ให้เอาผิดกับ นายวิรัตน์ ผู้ใหญ่บ้าน

โดยกล่าวหาว่าผู้ใหญ่บ้านทำร้ายร่างกาย นายเขียด ลูกชายวัย 16 ปี โดยใช้หนังสติ๊กใส่ลูกแก้วยิงตาลูกชาย จนทำให้ตาข้างขวาบอดสนิท เหตุเกิดขึ้นช่วงเย็นของวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา

ล่าสุดนายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ได้มอบหมายให้นายทวี ไขว้พันธ์ ปลัดอำเภอ ลงพื้นที่ไปหาข้อมูลเบื้องต้นในพื้นที่ ว่าเรื่องราวเกิดขึ้นจากสาเหตุใดและข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ซึ่งปลัดอำเภอก็ได้ลงพื้นที่ไปสอบถามข้อมูลทั้งฝั่งผู้ใหญ่บ้านที่ถูกกล่าวหา และเด็กผู้เสียหาย

ซึ่งเบื้องต้นทั้งสองฝ่ายยังให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันอยู่ อย่างไรก็ตามเรื่องคดีที่ทั้งสองฝ่ายต่างแจ้งความไว้นั้นต้องรอผลการสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ส่วนเรื่องวินัยที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ใหญ่บ้านนั้น ทางอำเภอก็จะต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามกระบวนการขั้นตอน ซึ่งก็จะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

ด้านนายสมพร ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ระบุว่า วันเกิดเหตุตนเองก็อยู่ในเหตุการณ์ เพราะขณะนั้นตนได้นำเงินที่ได้รับบริจาคไปสมทบทำบุญหมู่บ้านพอดี

โดยก่อนเกิดเหตุนายเขียด ได้ใช้ขวดขว้างปาเข้าไปใส่บริเวณที่ผู้ใหญ่บ้านนั่งอยู่ 2 ครั้ง ก่อนที่จะเดินอ้อมไปด้านหลังผู้ใหญ่ตนจึงตะโกนใส่ว่าจะทำอะไร จากนั้นไม่นานนายเขียด ซึ่งไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ถือมีดวิ่งไล่ฟันผู้ใหญ่บ้าน ตนพยายามตะโกนห้ามปรามแต่นายเขียดก็ไม่ฟัง

กระทั่งจังหวะที่ผู้ใหญ่บ้านวิ่งหนีก็ได้คว้าหนังสติ๊กที่อยู่ในรถออกมายิงสวนใส่นายเขียด เพื่อเป็นการป้องกันตัว หากตนเองเจอสถานการณ์แบบนั้นก็คงทำเหมือนกัน เพราะไม่งั้นอาจจะถูกแทง แต่ก็ไม่คาดคิดว่านายเขียด จะถึงขั้นตาบอดเพราะตอนที่ผู้ใหญ่ยิงสวนก็ไม่ได้ตั้งใจเล็ง

ขณะที่นายเครือง อายุ 85 ปี ตาของนายเขียด เยาวชนที่ถูกผู้ใหญ่บ้านใช้หนังสติ๊กยิงตาบอด บอกว่า วันเกิดเหตุตนเองก็อยู่ในเหตุการณ์เหมือนกัน ยืนยันว่าหลานชายไม่ได้ใช้มีดไล่ฟันผู้ใหญ่บ้าน เพียงแค่ถือมีดไว้ในมือเพื่อขู่ผู้ใหญ่เท่านั้น

เนื่องจากก่อนหน้านี้หลานไม่พอใจที่ผู้ใหญ่พูดจาต่อว่าและดูถูก ในวันที่มีการเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องที่หลานถูกกล่าวหาว่าพรากผู้เยาว์เยาวชนหญิง ที่บ้านผู้ใหญ่ เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่ผู้ใหญ่กระทำกับหลานนั้นรุนแรงเกินกว่าเหตุตนเองรับไม่ได้ และยืนยันว่าจะเอาเรื่องที่สุด ถึงแม้ผู้ใหญ่บ้านจะเป็นลูกเขยก็ตาม

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

ส่อคดีพลิก หนุ่มปีนหาสาวถูกยิงตาย ญาติโต้ฝ่ายหญิงเป็นเมีย แต่พ่อเลี้ยงรัวปืนใส่

ส่อคดีพลิก หนุ่มเคราะห์ร้ายไปหาสาวถูกยิงเสียชีวิต ล่าสุดญาติออกโรงชี้แจงอีกมุม ยืนยันลูกสาวบ้านนั้นกับคนตายเป็นผัวเมียกัน แต่ยังไม่ได้แต่งงาน คาดพ่อเลี้ยงอาจจะคิดแค้นบางอย่าง จึงก่อเหตุรัวปืนใส่

ส่อคดีพลิก จากกรณี นายอภิชัย อายุ 35 ปี ชาว อ.ทุ่งส่ง จ.นครศรีธรรมราช ถูกยิงเสียชีวิต ที่บ้านหลังหนึ่งในหมู่ที่ 3 ต.ท่างิ้ว อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เมื่อคืนวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นผู้ที่ใช้อาวุธปืนก่อเหตุได้เข้ามอบตัว และอ้างว่านายอภิชัยได้ลอบปีนเข้าหาลูกสาวตัวเอง

ส่อคดีพลิก

ล่าสุดเมื่อคืนวานนี้ (19 พ.ย.) ญาตินำศพของนายอภิชัยมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่สำนักสงฆ์พระหอ หมู่ที่ 6 ต.ถ้ำใหญ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของผู้ตาย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา

ญาติของนายอภิชัย เปิดเผยถึงสาเหตุว่า ข้อเท็จจริงผู้ตายไม่ได้บุกเข้าบ้านเพื่อไปข่มขืนใคร แต่เพราะลูกสาวของมือปืนนั้น ก็คือภรรยาของนายอภิชัย ที่คบหากันนานแล้ว แต่ยังไม่ได้แต่งงานจดทะเบียนกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ลูกสาวมือปืนก็ยังเคยมาอยู่กินด้วยกันที่บ้านของนายอภิชัยด้วย

ในวันเกิดเหตุ ภรรยาของนายอภิชัยกลับไปอยู่บ้านที่เกิดเหตุ และนายอภิชัยจึงเดินทางไปที่บ้านหลังนี้ เพื่อขอรถจักรยานยนต์มาใช้ขับไปกรีดยาง แต่ปรากฏว่า แม่ยายไม่ยอมให้รถกลับมา นายอภิชัยจึงให้ภรรยามารับที่บ้านหลังเกิดเหตุ

กระทั่งเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ทราบว่าคนยิงนั้นเป็นพ่อเลี้ยงของภรรยานายอภิชัย ซึ่งการเข้าบ้านหลังนั้น ภรรยาเป็นคนเปิดให้เข้า ช่วงก่อนเกิดเหตุทราบว่าภรรยาของนายอภิชัยไปเข้าห้องน้ำ และเมื่อออกมาก็พบว่านายอภิชัยถูกยิงไปแล้ว

ขณะที่ญาติอีกหลายคนของนายอภิชัย เชื่อว่า นายนัด พ่อเลี้ยงของภรรยานายอภิชัยอาจมีเรื่องโกรธแค้นบางอย่าง เนื่องจากหลังเกิดเหตุ นายนัด กลับแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่า นายอภิชัยบุกเข้าไปในบ้าน ทั้งที่จริงภรรยาของนายอภิชัยอยู่ในบ้านหลังนั้น และต้องการเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สอบสวนดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เอาเมียผิดคิดจนตาย หนุ่มเขียนตัดพ้อเมีย แขวนคอ-จ่อปืนใต้คางลั่นไกดับ

เอาเมียผิดคิดจนตาย หนุ่มน้อยใจเมีย เขียนข้อความตัดพ้อสั่งเสียครั้งสุดท้าย “เอาเมียผิดคิดจนตาย” ก่อนแขวนคอแต่กลัวไม่ตาย ชักปืนปืนแก๊ปจ่อยิงใต้คางสังเวยชีวิต

เอาเมียผิดคิดจนตาย ร.ต.อ.จักรชัย จันนา รอง สว.(สอบสวน) สภ.วังสะพุง จ.เลย พร้อมด้วยแพทย์ รพ.วังสะพุง กู้ภัยสว่างคีรีธรรม จุดวังสะพุง เดินทางไปชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตก่อเหตุแขวนคอและยิงตัวตาย ภายในบ้านหลังหนึ่งใน ต.ศรีสงคราม อ.วังสะพุง ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ตรวจสอบภายในบ้านพบร่างผู้เสียชีวิตคือ นายอุ๊ด อายุ 53 ปี

เอาเมียผิดคิดจนตาย

จากการตรวจสอบสภาพศพพบใช้เชือกไนล่อนแขวนคอตัวเอง โดยมีเลือดไหลออกจากแผลฉกรรจ์ใต้คางเป็นจำนวนมาก ใกล้กันยังพบอาวุธปืนแก๊ปยาวตกอยู่ 1 กระบอก เจ้าหน้าที่จึงช่วยเหลือปลดเชือกและนำร่างลงมาวิเคราะห์บอล พบว่ามีรอยช้ำจากการถูกรัดที่ลำคอและเสียชีวิตเพราะถูกยิงเข้าที่ใต้คาง กระสุนฝังใน

นอกจากนี้ยังพบกระดาษเขียนข้อความด้วยลายมือตกอยู่ในที่เกิดเหตุอีกแผ่น โดยระบุข้อความสั้นๆ ว่า “เอาเมียผิดคิดจนตาย หากชาติมีจริงอย่าได้มาพบเจอกันอีก”

ขณะที่ญาติของผู้เสียชีวิตเปิดเผยว่า นายอุ๊ดป่วยมีอาการจิต ก่อนหน้าที่เคยคิดสั้นฆ่าตัวตายมาแล้วหลายรอบ ประกอบกับรู้สึกน้อยใจภรรยาสะสมมาเป็นเวลานาน คาดว่าน่าจะเขียนข้อความดังกล่าวเพื่อตัดพ้อ ก่อนจะคิดแขวนคอตัวเองกับขื่อบ้าน แต่เกรงว่าจะยังไม่ตาย จึงใช้อาวุธปืนยิงเข้าใต้คางตัวเองเสียชีวิตดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างหาสาเหตุแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้ต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com