โอ๊ต ปราโมทย์ โดนทัก สุ่มเสี่ยงโดนสรรพากรตามล่าหลังโชว์คิวงานแน่นลงIG

โอ๊ต ปราโมทย์ ได้โพสต์ลงอินสตาแกรมนั้น ทำให้เห็นถึงคิวงานที่แน่นเกือบทุกวัน ซึ่งทั้งเดือนนี้มีวันว่างแค่ 4 วันเท่านั้นจนมีบุคคลนิรนามทัก

โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน เป็นศิลปินคนดังที่มีงานเข้ามาให้ทำแน่นมาก จนแทบไม่มีเวลาได้พักนักร้องสายฮา หรือพ่อหมีของใครๆ หลายคน ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวได้โพสต์คิวงานเดือน กุมภาพันธ์ ลงในอินสตาแกรม แต่กลับมีคนดึงไปดราม่าซะงั้น

โอ๊ต ปราโมทย์

โดยภาพที่ โอ๊ต ปราโมทย์ ได้โพสต์ลงอินสตาแกรมนั้น ทำให้เห็นถึงคิวงานที่แน่นเกือบทุกวัน ซึ่งทั้งเดือนนี้มีวันว่างแค่ 4 วันเท่านั้น จนมีบุคคลนิรนามเข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยข้อความว่า

“อยากรู้ว่า ที่เอาตารางมาบอกแบบนี้ นอกจากพ่อหมีของเราจะต้องการโปรโมท เพื่อให้แฟนคลับตามไปให้กำลังใจได้สะดวกเเล้วนั้น ยังมีจุดประสงค์อะไรนอกเหนือกว่านี้อีกไหม เพราะส่วนตัวผมมองว่า มันสุ่มเสี่ยงต่อการโดนสรรพากรตามล่ามากเลยนะครับ ตอบแทนได้นะครับ ผมอยากทราบจริงๆ ขอบคุณครับ”

หลังจากโดนตั้งคำถามเรื่องภาษีไปแล้ว นักร้องคนดังก็ไม่ได้นิ่งเฉย รีบเข้ามาตอบทันทีว่า “เราเสียภาษีถูกต้องทุกเดือน ไม่ต้องห่วงนะ”

นับเป็นคำตอบที่เคลียร์ทุกข้อสงสัยเลยทีเดียว แฟนๆ หายห่วงได้เลย

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

หนูเล็ก ก่อนบ่าย ร้องไห้ตกใจ ผอมขนาดนี้ไม่คิดว่าจะตรวจเจอเบาหวาน

หนูเล็ก ก่อนบ่าย ร้องไห้ตกใจอีก เพราะระดับน้ำตาลในเลือดสูง และไม่คิดว่าตัวเองที่มีรูปร่างผอมขนาดนี้ยังตรวจเจอเบาหวาน เจ้าตัวถึงกับงง

หนูเล็ก ก่อนบ่าย อีกไม่กี่อึดใจก็จะได้เห็นหน้าลูกชายคนแรกแล้ว หลังจากมีอาการแพ้ท้องมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ และมีแต่คนเอาใจช่วยหนูเล็กให้ผ่านช่วงนี้ไปได้เร็วๆ และเดือนมีนาคมนี้แล้วก็จะครบกำหนดคลอด

หนูเล็ก

แต่การตรวจสุขภาพล่าสุดกลับทำให้หนูเล็กต้องร้องไห้ตกใจอีก เพราะระดับน้ำตาลในเลือดสูง และไม่คิดว่าตัวเองที่มีรูปร่างผอมขนาดนี้ยังตรวจเจอเบาหวาน เจ้าตัวถึงกับงง และโพสต์ให้ว่าที่คุณแม่คนอื่นๆ ดูแลสุขภาพกันด้วย

“ผลเลือดออกมาแล้ว 4 หลอด 4 ค่า ผิดปกติไป 3 ค่า หมอบอกคุณได้ไปต่อ ไปต่อหมอเบาหวานนะคะ มีนาก็จะออกมาอยู่แล้วแม่ยังต้องเจออะไรอีกบ้างคะลูก #พี่win #ก่าก๊าน้อย
แม่แค่ตกใจร้องไห้เฉยๆ เพราะไม่คิดว่าจะเป็น ผอมขนาดนี้ยังตรวจเจอเบาหวานงงละคะ

หมอบอกเกิดจากฮอร์โมนผลิตสารไปกระตุ้นรกจนทำให้เกิดน้ำตาลมากขึ้น ฝากเตือนแม่ๆนะคะ ใครที่กำลังท้องอยู่ งดกินหวานและให้เปลี่ยนวิธีการกินทุกอย่างเลย ข้าวก็กินเป็น 5มื้อ ข้าวขาวก็เปลี่ยนเป็นข้าวกล้อง ผลไม้ก็กินมื้อละนิด ถ้าเราควบคุมน้ำตาลได้ ก็ไม่มีผลต่อลูกและตัวแม่เอง แต่ถ้าคุมไม่ได้ก็อันตรายต่อลูกคะ ทั้งสมองและร่างกาย การหายใจ คลอดก่อนกำหนด

ร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกันจริงๆ ฮอร์โมนคือตัวแปรที่สำคัญมากๆ กับร่างกาย พอได้ระบายก็รู้สึกสู้ขึ้นมาแล้ว ไปเรียนเจาะเลือดตัวเองกันต่อคะ”

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ไฮโซพก แขนหัก ขณะร่วมทริปสวีท เล่นสกีที่ญี่ปุ่น กับ “อั้ม พัชราภา”

ไฮโซพก แขนหักขณะร่วมทริปสวีท เล่นสกีที่ญี่ปุ่น กับ “อั้ม พัชราภา”แต่ก็ยังมีความฮา และรอยยิ้มหวานๆ ส่งให้กันได้ตลอด

ไฮโซพก ประธานวงศ์ พรประภา เกิดเรื่องไม่คาดฝันเข้าจนได้ สำหรับทริปสวีทท่ามกลางแก๊งเพื่อน ของซุปตาร์ดัง อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อขณะไปเล่นสกีที่ประเทศญี่ปุ่น

ไฮโซพก

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการเปิดเผยจาก IG Story ของนางเอกคนดัง ที่ถ่ายให้เห็น ไฮโซพก ขณะอยู่ในโรงพยาบาลที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับมีอาการเจ็บที่แขน ซึ่ง อั้ม พัชราภา ก็ได้พูดออกมาว่า “ตอนนี้ได้เรื่องแล้ว คาดว่าแขนหัก”

หลังจากนั้นเพียงไม่นาน นักแสดงคนดังก็ได้ถ่ายวิดีโอลงอีกครั้ง โดยเป็นภาพที่ ไฮโซพก ได้เข้ารับการรักษาแล้ว พร้อมกับพูดว่า “สรุปหักตามคาด”

เมื่อ อั้ม พัชราภา ถามถึงสาเหตุที่แขนหัก ไฮโซพกได้ตอบแบบขำๆ ว่า “สะดุดเชือกรองเท้าล้ม” หลังจากนั้น อั้ม จึงบอกว่า เอาดีๆ ฝ่ายชายจึงตอบว่า “ไม่เอา อายเขา”

งานนี้แม้ฝ่ายชายจะเจ็บตัว แต่หลายๆ คนก็ได้เห็นถึงความเป็นห่วงของคู่รักข้าวใหม่ปลามัน ที่แม้จะเจ็บแค่ไหน แต่ก็ยังมีความฮา และรอยยิ้มหวานๆ ส่งให้กันได้ตลอด

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ภาพที่ไม่เคยเห็น “เจ-ปิ่น” ครบรอบแต่งงาน 18 ปี ความหวานไม่จางหาย

ภาพที่ไม่เคยเห็น เจ เจตริน และ ปิ่น เก็จมณี ครบรอบแต่งงาน 18 ปี เป็นคู่สามีภรรยาที่รักกันมากชนิดที่คู่รักวัยรุ่นยังอายไปเลย

ภาพที่ไม่เคยเห็น เป็นคู่สามีภรรยาที่รักกันมากชนิดที่คู่รักวัยรุ่นยังอายไปเลย สำหรับคู่ของคุณพ่อหล่อคุณแม่แซ่บอย่าง เจ-เจตริน และ ปิ่น เก็จมณี วรรธนะสิน ถึงวันนี้ทั้งคู่ เจ และ ปิ่น มีทายาทที่มากความสามารถถึง 3 หนุ่มด้วยกัน เจ้านาย อายุ 17 ปี , เจ้าขุน อายุ 15 ปี, เจ้าสมุทร อายุ 13 ปี เรียกว่าโตเป็นหนุ่มกันหมดแล้ว แต่พ่อและแม่ยังเป๊ะเหมือนเดิมจริงๆ

ภาพที่ไม่เคยเห็น

ล่าสุด ครบรอบแต่งงาน 18 ปีของ พ่อเจ และ แม่ปิ่น ทั้งคู่ได้รำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งจีบกันใหม่ๆ จนถึงวันที่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กันนั่นคือวันแต่งงาน

โดย ปิ่น ภรรยาสุดสวยได้ควงแคน เจ สามีสุดหล่อไปเดทกันอีกครั้ง ณ ร้านอาหารที่ ปิ่น บอกว่าเป็นร้านแรกที่เราสองคนออกเดทคู่กัน และถึงวันนี้กลายเป็นร้านประจำของครอบครัวไปแล้ว

ด้าน พ่อเจ ก็ไม่น้อยหน้าได้ลงภาพการ์ดแต่งงาน พร้อมระบุประโยคแสนหวานที่ว่า “Ever After is possible when you trust the one Above” คำว่าชั่วนิรันดร์เป็นไปได้เมื่อคุณเชื่อใจวางใจในคนหนึ่งคนที่อยู่ด้านบน (ภาพของ เจ และ ปิ่น บนการ์ดแต่งงานเมื่อ 18 ปีที่แล้ว)

เห็นภาพนี้แล้วบอกว่าดีต่อใจกับทุกคนมากๆ ต้องบอกว่า เจ-ปิ่น บทบาทของพ่อแม่ก็ดูแลลูกๆ ได้ดีและน่ารัก ในด้านบทบาทของสามีภรรยาก็มั่นคงเป็นที่สุด

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ดูบอลสดไทยญี่ปุ่น

ดูบอลสดไทยญี่ปุ่น

ดูบอลสดไทยญี่ปุ่น

ดูบอลสดไทยญี่ปุ่น ดูทีวีออนไลน์ บนมือถือได้แล้ว

ดูบอลสดไทยญี่ปุ่น ดูทีวีออนไลน์ บนมือถือ ละคร ซิทคอม วาไรตี้ เกมโชว์ รับชม TV Online สด ๆ ให้ทุกวันเป็นวันของคุณดูบอลออนไลน์คอนซาโดลซัปโปโร  ทั้งวันทุกวัน ดูช่องวัน ดูฟรี คมชัดทั่วประเทศ

ดูบอลออนไลน์พาเลซลิเวอร์พูล สดๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ภาพชัด เสียงชัด ไม่กระตุก ดูละครช่อง ดูทีวีผ่านเน็ต ดูทีวีออนไลน์ช่อง 7HD ดูบอลออนไลน์ ช่อง 7HD ช่องละครฮิต ช่อง 7HD ดูบอลสดญี่ปุ่น

หลิน มชณต เคลียร์สัมพันธ์ ถูกจับตาซุ่มคบ “ไฮโซแพท” แฟนเก่า “แมท ภีรนีย์”

หลิน มชณต ถูกจับตามองถึงเรื่องความสัมพันธ์อีกครั้ง สำหรับนักแสดงสาวหลิน-มชณต

หลิน มชณต หลังจากที่ประกาศตัวเป็นโสดได้สักพัก ก็มีข่าวเม้าท์โยงมาถึงตัวเธอถึง 2 ประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการหวนกลับไปคบ ฟรอยด์-ณัฏฐพงษ์ ชาติพงศ์ หรือเปิดใจรักครั้งใหม่ให้กับไฮโซ แพท-ทวิรัส อมาตยกุล อดีตแฟนหนุ่มของ แมท-ภีรนีย์ คงไทย

ซึ่งล่าสุด หลิน มชณต ได้ออกมาชี้แจงถึงทุกประเด็นที่เกิดขึ้น โดยเจ้าตัวได้เผยว่า รู้จักกับไฮโซแพทจริง แต่แค่เรื่องงาน ไม่ได้มีคุยกันนอกรอบ ส่วนด้าน ฟรอยด์ ไม่ได้ติดต่อกันมานานแล้ว ยืนยันว่าไม่ใช่มือที่สามแน่นอน พร้อมบอกหัวใจตอนนี้ โสดสนิท ขอโฟกัสแต่เรื่องงานดีกว่า

ถามถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเรากับไฮโซแพท หลายคนจับตามองมาก ?
“มันไม่มีอะไรเลยค่ะ เรารู้จักกันตอนปลายปี คือเราคุยเรื่องงาน เรื่องโฆษณา ก็เลยมีโอกาสได้รู้จักกันเท่านั้นค่ะ”

ไม่ได้สานต่อใช่ไหม ?
“ไม่ได้คิดเรื่องนั้น ไม่ได้คบกันเลยค่ะ เขาก็ไม่ได้มีท่าทีมาจีบ หรือคุยกันมากกว่าเรื่องงานนะคะ เพราะตอนที่คุยคือคุยแค่เรื่องงาน เท่านั้นเลย”

หลิน มชณต

งงไหม เพราะคนเข้าใจผิดไปแล้วว่าเรากำลังศึกษาดูใจกันอยู่ ?
“ไม่งงค่ะ เพราะไม่ค่อยได้ตามข่าวเท่าไหร่ เอาจริงๆ ก็มีงงนิดหนึ่ง แต่ก็เฉยๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรเรื่องนี้”

ได้คุยเรื่องข่าวกับไฮโซแพทบ้างไหม ?
“ไม่ได้คุยกันส่วนตัวเลยค่ะ”

โอกาสความเป็นไปได้มีมากน้อยแค่ไหน ?
“หลินไม่ได้คิดเรื่องอะไรแบบนั้นค่ะ คือตอนนี้หลินมีเดินทางไปต่างประเทศและต้องถ่ายหนังอีก ก็เลยขอโฟกัสที่เรื่องพวกนี้ก่อน”

จะลำบากใจไหมเวลาเจอกัน เพราะตกเป็นข่าว ?
“ไม่ลำบากใจที่จะเจอใครเลยค่ะ เพราะเราไม่ได้ปิดบังอะไร และไม่ได้คิดอะไรไปในทางอื่น”

คนรอบข้างมีเข้าใจผิดและมาถามเราบ้างไหม ?
“ไม่มีนะคะ ก็เลยเฉยๆ ค่ะ”

แสดงว่าข่าวที่ออกมาทุกคนเข้าใจผิด ?
“หลินว่าแล้วแต่คนมองมั้งคะ บางคนอาจจะมองว่ารู้จักกันแต่ไม่ได้รู้ที่มาที่ไปอะไร”

ทุกวันนี้ยังติดต่อกันอยู่ไหม ?
“ไม่ได้ติดต่อเลยค่ะ”

เรียกว่าหมดโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์ได้ไหม ?
“หลินว่าเรื่องพวกนี้เราก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะมันเป็นเรื่องของอนาคต เราตอบแทนอนาคตไม่ได้ แต่ตอนนี้เราไม่ได้คิดที่จะมีแฟนเป็นตัวเป็นตน หรือมีความสัมพันธ์ที่ผูกมัดกับใครค่ะ”

เราฟันธงได้ไหมว่าสถานะคืออะไร ?
“อย่างที่บอกเลยค่ะ หนูรู้จักกับพี่เขามาจากเรื่องงาน ไม่รู้จะพูดอะไรมากไปกว่านี้”

หรือที่เราไม่อยากตอบเพราะเกร็งๆ เพราะเขาเคยเป็นแฟนเก่าของ แมท ภีรนีย์ ที่กำลังมีประเด็นร้อนอยู่ตอนนี้ ?
“ไม่ได้เกร็งอะไรเลยค่ะ เพราะเราไม่มีอะไร และเราก็บริสุทธิ์ใจ อย่างที่หนูบอกเลยว่าเรารู้จักกันแค่นั้น”

หลิน มชณต

สถานะหัวใจตอนนี้เราโสดใช่ไหม ?
“โสดแหละ (ยิ้ม) คือมีคนเข้ามา แต่เราไม่ได้มองใครเป็นพิเศษ หนูมองทุกคนเป็นเพื่อนที่รู้จักแค่นั้น หากเราไม่ได้ให้โอกาสคนอื่น เขาก็คงไม่น่าจะคิดไปแนวนั้นนะ ตอนนี้ก็ขอพักก่อนเนอะ ถือว่าเป็นปีของงานดีกว่า เราจะได้คิดเรื่องงานเต็มที่ หลินโตแล้วต้องคิดว่าจะดูแลที่บ้านได้ไหม ต้องขยับขยายทำอะไรได้บ้าง นอกจากนางแบบ นักแสดง หรือพิธีกร”

ตอนนี้ปิดใจไปเลยใช่ไหม มีแต่เรื่องงานอย่างเดียว ?
“ก็ตอนนี้มีแค่เรื่องงาน”

มีประเด็นมีข่าวออกมาว่าเรากลับไปรีเทิร์น ฟรอยด์ ?
“หลินว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้หรอกค่ะ เราถือว่าทำงานในวงการเดียวกันดีกว่า อีกอย่างเราก็ไม่ได้ติดค้างอะไรกันแล้ว ต่างคนต่างโต มีประสบการณ์ชีวิต หลินว่าเรื่องราวพวกนี้มันสอนให้เราโตขึ้น เราไม่ได้ติดใจในเรื่องที่ผ่านมา เรารู้จักกันได้ในเลเวลปกติดีกว่า”

มีโอกาสได้คุยหรือเจอกันบ้างไหม หลังจากที่เขาเลิกกับ แพรว ไป ?
“ไม่ได้คุยเลยค่ะ เพราะเราไม่ได้ติดต่อกัน ไม่ได้คุยเรื่องส่วนตัวเลย”

เกิดข่าวนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ?
“หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ข่าวเกิดขึ้นมาได้ยังไง แต่มันไม่มีทางรีเทิร์นแล้วค่ะ”

คนเข้าใจผิดเยอะ เราอยากบอกอะไรไหม ?
“ฝากติดตามผลงานดีกว่า (หัวเราะ) ส่วนที่คนเข้าใจผิดว่าหลินเป็นมือที่สามทำให้ ฟรอยด์กับแพรว ต้องเลิกกัน หลินไม่ได้เป็นมือที่สามใครนะคะ”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

ญาญ่า ปลื้มร่วมงาน‘หลุยส์ วิตตอง’ – ยินดีคนมองส่งการ์ดหวานให้‘ณเดชน์’

ญาญ่า ใส่ชุดงามอย่างไทยไปร่วมกิจกรรมพิเศษเพื่อสุขภาพ ในงาน อุ่นไอรัก คลายความหนาว

ญาญ่า จากการไปนั่งชมโชว์ ถ่ายโฆษณาสั้นๆ และรับเชิญไปร่วมปาร์ตี้หลายครั้ง และล่าสุด ก็ถือเป็นการก้าวไปอีกขั้นของญาญ่า เมื่อเธอได้เป็นหนึ่งในนางแบบ ที่ร่วมถ่ายแคมเปญโฆษณาให้กับหลุยส์ วิตตอง โดยในครั้งนี้หลุยส์ วิตตองเเหวกเเนวด้วยการเชิญคนดังระดับเอลิสต์ของโลกถึง 17 คนมารวมตัวถ่ายลุคบุ๊คในลุคสวยประจำฤดูการคั่นเวลา ซึ่งล้วนเเล้วเเต่เป็นดาราตัวท้อปที่หลุยส์ วิตตองเลือกเเล้วว่าทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมเเฟชั่น รวมถึงมีความสัมพันธ์อันดีกับเเบรนด์อย่างต่อเนื่องเเละเเน่นเเฟ้น ไม่ว่าจะเป็น Alicia Vikander ,Jennifer Connelly ,Chloe Grace Moretz , Sophie Turner , Léa Seydoux เป็นต้น

“สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” พร้อมให้สัมภาษณ์เรื่องที่มีคนจับผิดว่า ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ โป๊ะแตกแอบเล่นไอจีเองรึเปล่า หลังลงรูปโปสการ์ดที่นางเอกสาวส่งมาให้จากต่างประเทศ ก่อนจะลบรูปดังกล่าวทิ้งในภายหลัง รวมถึงเรื่องที่เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่ได้เข้าร่วมแคมเปญสุดยิ่งใหญ่กับแบรนด์หรู หลุยส์ วิตตอง โดยสาว ‘ญาญ่า’อุรัสยา เสปอร์บันด์ เผยว่า

‘ญาญ่า’ปลื้มร่วมงาน‘หลุยส์ วิตตอง’

ถามถึงเรื่องที่มีไอจีหนึ่งลงรูป โปสการ์ดที่ญาญ่าส่งถึงณเดชน์

“(หัวเราะ)เอิ่ม…ตอนที่เห็นรูปก็ไม่ได้ตกใจนะคะ เพราะว่าโปสการ์ดนั้นเราก็เป็นคนเขียนเองจริงๆ และตั้งใจส่งให้พี่ณเดชน์”

ญาญ่า

เห็นข้อความในโปสการ์ดแล้วหลายคนยิ้มตามเลย

“มันก็ไม่ได้หวานขนาดนั้น น้าาา หนูไปเที่ยวสวาลบาร์ดมา ซึ่งอยู่ระหว่างนอร์เวย์กับขั้วโลกเหนือ แล้วก็อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือที่สุด เลยคิดว่าส่งโปสการ์ดแล้วกันเพราะคงไปที่นั่นครั้งเดียวในชีวิต”

ลงท้ายว่า From : your better half ด้วย?

“มันคือมุขค่ะ(หัวเราะ) ถ้าใครจะมองว่าหวานก็ยินดีค่ะ”

กลายเป็นคนไปจับตาว่าพี่ณเดชน์เล่นไอจีนั้นเอง แต่โป๊ะแตกหรือมือลั่นรึเปล่า

“อันนี้ไม่รู้ค่ะ ต้องไปถามพี่ณเดชน์เองดีกว่า ส่วนว่าที่ตอนหลังรูปถูกลบออกไปนั้นน่าจะเป็นเพราะเห็นที่อยู่มั้งคะก็เลยต้องลบ ส่วนตัวไม่ได้ซีเรียสเลยค่ะที่มีรูปออกมา หนูว่ามันตลกดีถ้าคนเข้าใจมุขหนูนะคะ”

ได้คุยกับพี่ณเดชน์รึยังถึงเรื่องนี้

“ไม่ได้คุยนะคะ ไปถามพี่เขาเอาเอง หนูชิลสบายๆ เพราะยังไงมันก็เป็นโปสการ์ดที่แบบเปิดไว้อยู่แล้ว คือใครหยิบขึ้นมาก็สามารถอ่านได้หมด”

‘ญาญ่า’ปลื้มร่วมงาน‘หลุยส์ วิตตอง’

หรือว่าพี่ณเดชน์อยากอวดความหวาน

“(หัวเราะ)ไปถามเขาเองดีกว่าค่ะ”

ถามเรื่องที่ได้เข้าร่วมแคมเปญยิ่งใหญ่ของแบรนด์หรูระดับโลกอย่าง หลุยส์ วิตตอง เป็นยังไงบ้าง

“ตอนที่ทำงานชิ้นนี้ทุกอย่างมันยิ่งใหญ่มากจริงๆ ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ตั้งแต่ขึ้นรถจนไปถึงสตูดิโอทุกอย่างมันเป็นระเบียบที่ไม่เคยเจอมาก่อน”

ญาญ่า

กดดันไหม

“กดดันมากค่ะ วันที่ได้ถ่ายจริงๆ จะเป็นลมเลย อย่างหนึ่งที่น่าตื่นเต้นดีคือคุณมีโอกาสเดียวจริงๆ ถ้ารูปไม่สวยก็เรื่องของคุณแล้ว ฉะนั้นทุกอย่างต้องเป๊ะๆ และได้เลย ส่วนตัวมองว่าสนุกดี ซึ่งภาพที่ออกมาก็ถูกใจมาก เสื้อผ้าน่ารักมาก คนทั่วโลกสามารถใส่ได้หมด”

แคมเปญนี้ญาญ่าเป็นคนไทยคนเดียวด้วย

“ใช่ค่ะ ตอนที่ได้ทำงานกับหลุยส์ วิตตองก็ไม่คิดเลยว่าเขาจะเรียกเราไปทำแคมเปญนี้ เพราะมันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เป็นชิ้นที่แบบโกลบอลที่สุดเท่าที่เคยทำงานมาเลย นอกจากนี้ก็ยังได้ไปเจอคนดังๆ จากทั่วโลกด้วย ยังไปแอบส่องดูว่ามีใครเดินผ่านห้องที่เราอยู่บ้าง”

พอแคมเปญนี้ออกมามีคนทั่วโลกรู้จักญาญ่ามากขึ้นไหม

“มีนะคะ รู้สึกดีใจที่คนรู้จักชื่อเรามากขึ้น แต่อย่างที่บอกว่ารู้สึกภูมิใจมาก เท่มาก(หัวเราะ) เพราะว่างานนี้ที่ไปแอลเอกับนิวยอร์ก ญ่ากับแม่ไปกันแค่สองคน นั่งอ้าปากหวอทั้งวันเลย(หัวเราะ)”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.khaosod.co.th…

เหลือเฟือ มกจ๊ก หักดิบเลิกบุหรี่ น้ำหนักลดฮวบจนหลายคนคิดว่าป่วยเป็นโรคร้าย

เหลือเฟือ มกจ๊ก ห่างหายจากหน้าจอทีวีไปนานพอสมควร สำหรับตลกชื่อดังอย่าง เหลือเฟือ

เหลือเฟือ มกจ๊ก เกิดเสียงลือว่า เหลือเฟือ งานหด แถมยังลือว่าป่วยเป็นโรคเอดส์ ล่าสุด เหลือเฟือ มาเปิดใจถึงเรื่องราวต่างๆ ผ่านทางรายการคุยแซ่บ Show ทางช่อง one31 ที่มี หนิง ปณิตา และ นุ้ย สุจิรา เป็นพิธีกร

ตอนนี้ไม่ได้เห็นพี่ในข่าวเลย พี่หายไปไหน?

เหลือเฟือ : “ไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ในวงการบันเทิงนี่แหละ ยังเล่นละครอยู่ คือช่องมันจะเยอะคนไปดูช่องโน้น ช่องนี้ อาจจะไม่เห็นเรา มันเป็นช่วงชีวิตของใคร ของมัน ผมว่าคนก็ต้องเบื่อผมบ้างแหละ”

ก็ยังทำงานเหมือนเดิม รายได้ที่มีก็เหมือนเดิม?

เหลือเฟือ : “มันลดลงแน่นอนอยู่แล้ว มันไม่ใช่เฉพาะผม คนอื่นก็ลดเหมือนกัน แต่ว่าเราต้องอยู่ให้ได้”

หลายคนก็บอกว่าที่หายไป เพราะตกอับหรือเปล่า?

เหลือเฟือ : “คือผมไม่รู้ว่าคำว่าตกอับคืออะไร ผมก็อยู่แบบนี้ของผมอยู่แล้ว จะบอกว่าตกอับก็ได้ ผมไม่รู้ว่าคำว่าตกอับเป็นยังไง ถามว่าที่ผ่านมาลำบากไหม ก็ไม่นะ เพราะผมลำบากมาตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนเด็กๆ เราเคยลำบากที่สุดมาแล้ว”

ที่เชิญพี่เหลือเฟือมา อยากให้ชีวิตและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตพี่เป็นอุทาหรณ์ให้กับหลายคน โดยเฉพาะเรื่องดูดบุหรี่ มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตพี่?

เหลือเฟือ : “ผมมีเรื่องข่าวเยอะเลย ข่าวมันจะวิ่งเข้ามาหาผมเอง จริงๆ ผมไม่อยากเป็นข่าวอะไร อย่างประเด็นบุหรี่ ผมดูดบุหรี่มาตั้งแต่ม.1 – ม.2 สมัยก่อนถ้ามียาบ้าผมว่าผมติด เมื่อก่อนไม่มียาบ้า อย่างมากก็ดมกาวกัน”

แล้วพี่เริ่มสูบเพราะอะไร?

เหลือเฟือ : “เริ่มจากการคบรุ่นพี่ มันดูเท่ แล้วบ้านผมอยู่ในตลาด เวลาเจอคนเดินดูดบุหรี่เรามองว่าพอโตขึ้นต้องทำแบบนั้น”

สูบหนักขนาดไหน?

เหลือเฟือ : “ก็เวลานอนพี่ไม่สูบ มันเป็นนิสัย มือมันพาไป อย่างสมมติไปเล่นตลกก่อนขึ้นเวทีก็ดูดๆ คือดูดต่อแม้กระทั่งของลูกน้องที่มันจะทิ้งผมก็เอามาดูดต่อ วันนึงผมนับอย่างต่ำต้องมี 2 ซอง”

เดือนนึงพี่หมดเงินกับบุหรี่ไปเท่าไหร่?

เหลือเฟือ : “เอางี้พี่เข้าร้านขายของอย่างต่ำต้องมี 500 บาท พี่ซื้อบุหรี่ 4-5 ซอง พี่ไม่เคยขอบุหรี่ใครดูด มีแต่คนอื่นมาขอ เพราะพี่มีติดตัวตลอด”

เหลือเฟือ มกจ๊ก

พี่มีปัญหากับลูกเมียเพราะเรื่องกลิ่นบุหรี่ไหม?

เหลือเฟือ : “คือเขาไม่เคยพูดแต่เราสำนึกเอง คือผมดูดมาทั้งชีวิตแล้ว วันนึงผมคิดถึงลูกผม ครอบครัวผม ผมรู้สึกว่าผมเอาเปรียบเขา ผมก็เลยเลิก”

สุขภาพแย่ลงมั้ย ช่วงนั้นพี่ผอมมาก?

เหลือเฟือ : “ที่พี่ผอมเพราะพี่เลิกบุหรี่แบบไม่ถูกวิธี คือร่างกายผมไม่พร้อมที่จะหักดิบแล้วผมหักดิบเลิกบุหรี่พร้อมกับเลิกเหล้า”

พี่เหลือเป็นคนรักลูกมาก?

เหลือเฟือ : “รักมากคนข้างๆ เราก็มีพูดบ้าง แต่บางครั้งเราอาจไม่ได้ยินเท่าไหร่ พี่คิดได้เองมากกว่า ก็เลยหักดิบเลย เลิกวันแรกก็เอาเว้ยได้วันนึงแล้ว พอวันที่2 เห็นคนดูดก็หันหน้าหนีไม่เอา คือมันอยากดูด จริงๆ อย่าคิดว่าร่างกายต้องมาอย่างเดียว ใจคุณต้องพร้อมด้วย พอผมเลิกได้แล้วมีคนถามผมเยอะมาก ผมก็บอกว่าถ้าคุณแยากเลิกเดี๋ยวมันก็เลิกได้เอง”

พอพี่หักดิบเลิกบุหรี่พี่ก็โดนครหาว่าเป็น HIV?

เหลือเฟือ : พอพี่เลิกบุหรี่ร่างกายพี่ก็ผอมลง กินอะไรก็ไม่อร่อย ผอมขนาดนั่งพูดแบบนี้ไม่ได้เลย มันไอตลอด คนเลยเม้าท์พี่ แต่มันดีอย่างนึงคือเป็นการสแกนเพื่อนด้วย ตอนนั้นจากน้ำหนัก 55 เหลือ 41 กิโลกรัม”

แล้วช่วงนั้นครอบครัวให้ความช่วยเหลือให้กำลังใจยังไง?

เหลือเฟือ : “คือช่วงนั้นโชคดีละครหยุดถ่าย แล้วเราไม่รับงานอย่างอื่น เพราะเรารับสภาพตัวเองไม่ได้ แต่ผมบอกแม่ บอกลูกว่าไปงานต่างจังหวัด เพื่อไปหาลูกน้องเก่าที่ไม่ดูดบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ก็ขับรถไปทั่วประเทศให้มันเพลิน”

แล้วพี่ทำยังไงกับคนที่คิดว่าพี่เป็นเอดส์?

เหลือเฟือ : “เราก็สแกนมันออก พี่พิสูจน์ตัวเองด้วยการไปหาหมอ ถามว่าก่อนไปหาหมอคิดมั้ยว่าตัวเองจะเป็น ก็มีเพราะตอนหนุ่มๆ เราก็เป็นนักบู๊เหมือนกัน แต่เราก็บอกตัวเองว่าอย่าไปคิดมาก ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ตอนนั้นก็ขับรถไปคนเดียวเลย หมอถามว่าเป็นอะไร ผมก็บอกว่ามาตรวจร่างกาย หมอก็ถามว่าตรวจ HIV มั้ย ผมบอกว่าตรวจ คือรอผมแบบลุ้นมาก คิดไปในทางลบหมดเลย แต่ผลก็ออกมาว่าไม่เป็น และหมอแนะนำว่าถ้าไม่พร้อมอย่าหักดิบ

แล้วไปยังไง มายังไงทำไมลูกชายถึงโดนเบี้ยวค่าตัว?

เหลือเฟือ : “พี่เป็นคนรับงาน น้องมิ๊กซ์เป็นคนทำเพลงออกมา แล้วมีคนติดต่อมาว่าวันเด็กอยากได้น้องมิ๊กซ์ไปเล่นแล้วถ้าได้พี่เหลือด้วยก็ดีนะ ก็ไปด้วยกันพอถึงวันเล่น หกโมงกำลังจะออกจากบ้าน เขาก็บอกว่าขอจ่ายเงินให้พรุ่งนี้ได้มั้ย เขาบอกต้องเก็บเงินจากโต๊ะจีนก่อน เราก็ไปเล่นเขาก็แฮปปี้ดี พอลงเวทีเขาก็บอกว่าพรุ่งนี้โอนให้ชัวร์ แต่พอเราทวงไปเขาก็เงียบ แต่เรารอบครอบ อัดคลิปทุกอย่างและไปแจ้งความเอาไว้แล้ว”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

ป้อน นิพนธ์ หัวเรือช่อง One31 เคลียร์ข่าวลือ โอม-ชมพู่-แอฟ เตรียมย้ายช่อง !?

ป้อน นิพนธ์ แจงข่าวลือ โอม-ชมพู่-แอฟ เตรียมย้ายซบช่อง One31 คาดอาจเป็นฝ่ายจัดหานักแสดงคุยเป็นการส่วนตัว ชี้ไม่นิยมจีบนักแสดงที่ยังมีสังกัด

ป้อน นิพนธ์ เรียกว่าข่าวล่ามาแรงตั้งแต่ต้นปีเลยจริง ๆ สำหรับกรณีย้ายช่องไม่ต่อสัญญาของซุปตาร์เบอร์ต้น ๆ ของแต่ละช่องทั้งวิกน้อยสีและวิกมากสี เพราะตอนนี้เข้าสู่ยุคทีวีดิจิทัล จนหลายคนเลือกออกมาเป็นนักแสดงอิสระเพื่อรับงานได้หลากหลายช่องทางขึ้น ซึ่งก็ถึงคิวของ โอม อัชชา, ชมพู่ อารยา และ แอฟ ทักษอร ที่มีข่าวลือมาแรงว่าอาจย้ายจาก ช่อง 3 ไปซบอกช่อง One31 ซะแล้ว

ล่าสุด ป้อน นิพนธ์ ผิวเณร ผู้อำนวยการสายงานการผลิตละคร ก็ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีนี้ด้วย โดยได้พูดถึงกรณีของ โอม ที่ข้ามมาเล่นละครให้กับทางช่อง One31 ในเรื่อง แก้วขนเหล็ก ซึ่งเรื่องนี้มีพระเอก 2 คน คนแรกคือ ซี ศิวัฒน์ ว่า เราคุยกันไว้นานแล้ว ซึ่งซีจะรับบทในส่วนของที่เป็น จอมเมฆินทร์ แต่จะมีพระเอกอีกตัวหนึ่งที่ชื่อว่า วิทวัส ซึ่งในชาติก่อนเป็นทาสชื่อ เที่ยง พอมาชาตินี้ก็ยังต้องมาไฟต์กันอีก เราเลยอยากได้พระเอกที่มีน้ำหนักไม่ด้อยไปกว่า ซี ฝ่ายแคสติ้งได้เสนอ โอม อัชชา มา เพราะว่าเขาจะเป็นนักแสดงอิสระ ซึ่งเราก็รู้สึกว่าก็ดี น่าสนใจ เหมือนเป็นตัวที่พระเจ้าส่งมาพอดี

ป้อน นิพนธ์

ถามว่าทราบมาก่อนไหมว่าเขาเพิ่งหมดสัญญา ก็ใช่ เพราะถ้าเขาไม่ได้เป็นนักแสดงอิสระ เราทำงานไม่ได้ ถามว่ามีการทาบทามก่อนที่เขาจะหมดสัญญาไหม อันนี้ต้องชี้แจงก่อนว่า ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงที่ไหนก็แล้วแต่ ถ้าไม่อิสระเราทำงานไม่ได้ จะให้มาสัญญากันไว้ก่อน อย่างนั้นอย่างนี้มันลำบาก สมมุติว่าถ้าท้ายที่สุดแล้วเขาไม่ได้อิสระมันก็จะมีปัญหาตามมา เพราะฉะนั้นให้มันอิสระก่อนดีกว่าแล้วค่อยมาคุยกันให้ชัดเจน ยืนยันว่าไม่มีการดึงเขามาร่วมงานก่อนที่เขาจะหมดสัญญากับทางช่องเดิม ฝ่ายแคสติ้งเช็กให้ละเอียดแล้ว ส่วนเรื่องการเปิดตัวว่าเขามาเล่นให้กับเราก็ไม่ได้อยากให้มองว่าเป็นการตัดขาใคร เพราะละครเขาก็ยังออนแอร์อยู่กับช่อง 3 เขาจะเซ็นสัญญากับทางช่องไหมอันนี้ก็ยังไม่มี ก็คงแล้วแต่เขา

ส่วนประเด็นของ ชมพู่ อารยา นั้น อันนี้ต้องอยู่ที่ว่าเขาหมดสัญญาหรือยัง ถ้าเขาหมดก็ค่อยคุยกัน คือถ้ายังไม่หมดไปคุยมันก็น่าเกลียด ถามว่ามีการทาบทามบ้างไหม ต้องบอกก่อนว่า ตนจะซีเรียสเรื่องนี้มาก ถ้าจะทำ แต่อาจจะมีน้อง ๆ หรือฝ่ายแคสติ้งที่เขาคุยกัน เพราะเขาจะสนิทกับนักแสดงมากกว่า

แต่โดยนโยบายของเราคิดว่า ยังไงเขาต้องอิสระก่อน ถ้าเป็นอิสระแล้วถึงจะดำเนินการต่อได้ อันนี้คือข้อสำคัญ การที่เราจะแอบทำอย่างนั้นอย่างนี้มันไม่น่ารัก ซึ่งของชมพู่ยังไม่มีการพูดคุย เอาจริง ๆ ถ้าถึงขนาดว่าจะมีละครด้วยกัน ตนต้องรู้เรื่องแล้ว อาจจะอยู่ในระดับปฏิบัติการ หรืออยู่ในช่วงพูดคุยกัน จากทีมงานที่เขาสนิทสนมกับนักแสดง แต่คือเราก็ชัดเจนว่าเรารอเป็นอิสระก่อน แต่ก่อนหน้านั้นเขาอาจมีไปคุยด้วยความชอบส่วนตัวกัน แต่เมื่อมาถึงตรงเรามันต้องเคลียร์แล้ว

ป้อน นิพนธ์

กับ แอฟ ทักษอร เขาเป็นน้องที่มหาวิทยาลัย บังเอิญเจอกันก็สวัสดีปีใหม่ไป เราไม่ทราบว่าเขาเป็นนักแสดงอิสระแล้ว เพราะคุยกันเรื่องชีวิตและเรื่องลูก ส่วนที่มีข่าวว่าเรายื่นบทแซ่บ ๆ ให้เขานั้น คือไม่ได้เป็นอย่างนั้น คืออย่างแอฟก็เหมือนกัน สิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขามี เราต้องหาที่มันเหมาะกับเขาว่าเขาควรจะไปอยู่ตรงไหน

ถ้าจะให้เขาเล่นแบบเดิม ๆ คนก็จะเบื่อ จะมาเรียบร้อยของเดิม ๆ มันก็มี เคยเล่นมาแล้ว จะเล่นอีกทำไม ของแอฟเป็นช่วงที่กำลังคิดกันอยู่ มีการถามเขาว่าแอฟจะเล่นอะไร เขาก็น่ารัก บอกเราตรง ๆ ว่าเขาก็กำลังคิดอยู่ ก็เลยบอกเขาว่าเดี๋ยวจะลองดูว่ามีอะไรที่พอจะทำร่วมกันได้ มันต้องหมุนไปตามโลก

ถามว่ามีลุ้นไหม คือมันยังไม่ถึงไหน เวลาเราคิดเรื่อง เราอยากที่จะให้เขาแฮปปี้ แล้วเราก็ต้องการแฮปปี้กับโปรเจกต์นี้ ไม่ใช่แค่จะเอาเขามาเล่นเพื่อขายเอเจนซี่ แบบนั้นมันก็ไม่สนุก

จริง ๆ แล้ว โดยส่วนตัวก็สนใจทุกคนที่มีความสามารถและเป็นนักแสดงอิสระ เวลาเราทำงานตรงนี้คือเราก็มองว่าเราจะสามารถพัฒนาคนนี้ไปทางไหนได้ ส่วนใหญ่มันจะจบลงตรงที่วัยรุ่น แต่จริง ๆ คือนักแสดงเขาเป็นได้ทั้งชีวิต คืออายุมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าคุณจะหมดสภาพไป แต่จริง ๆ แล้วคุณยังอยู่ในส่วนของนักแสดงที่ดี ยังมีบทอื่น ๆ ที่เหมาะกับคุณ ยกตัวอย่างเช่น นก สินจัย ดังนั้นถ้าจะทำงานร่วมกันก็ต้องมาคุยกันว่าจะทำยังไง จะเดินไปร่วมกันยังไง

ป้อน นิพนธ์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com

 …

เบสท์ ณัฐสิทธิ์ จบดราม่า ถูกเหยียบมือถือพาสปอร์ต เจ้าหน้าที่สนามบินขอโทษแล้ว

เบสท์ ณัฐสิทธิ์ กลายเป็นดราม่าที่ชาวเน็ตให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย สำหรับกรณีที่นักแสดงวัยรุ่น เบสท์

เบสท์ ณัฐสิทธิ์  โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อเล่าถึงเหตุการณ์ที่โทรศัพท์และพาสปอร์ตของตนเองถูกเจ้าหน้าที่ในสนามบินชื่อดังเดินเหยียบระหว่างที่ตนกำลังเก็บกระเป๋า ซึ่งในตอนนั้นอีกฝ่ายได้ให้เหตุผลว่า “ไม่ใช่ที่วางพาสปอร์ต” ก่อนจะเดินจากไปโดยที่ไม่มีคำขอโทษ

ซึ่งล่าสุดบรรดาสื่อได้มีโอกาสเจอกับ เบสท์ ในงาน GMM25 Fun Fact Stories 2019 จึงเข้าไปอัปเดตความคืบหน้าของเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเจ้าตัวได้เผยว่า ตอนนี้อีกฝ่ายได้มีการติดต่อเข้ามาเพื่อทำการขอโทษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และตนเองก็ไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรเช่นกัน

ถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่สนามบิน ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น ?
“ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่มีคนมาเหยียบของของเราครับ แล้วก็มาพูดจาไม่ดีใส่ ซึ่งผมไม่ได้ร้องเรียนอะไรเลย ผมแค่โพสต์ในเฟซบุ๊กเหมือนคนที่โดนกระทำ เวลาใครทำอะไรเราแล้วเราทำกลับไม่ได้ ไม่สามารถพูดกับเขาได้ในตอนนั้น เราก็โพสต์เฟซบุ๊กทั่วไปครับ”

อยากให้เราเล่าเหตุการณ์ในวันนั้น มันเกิดขึ้นยังไงบ้าง ?
“ก็คือว่าผมเปิดกระเป๋าอยู่และกำลังจะปิดกระเป๋า ซึ่งจังหวะนั้นผมเอาพาสปอร์ตกับมือถือของผมวางไว้ที่พื้น แต่อยู่ดีๆ ก็มีคนมาเหยียบพาสปอร์ตกับมือถือผม ผมก็ตกใจและหันไปมอง แล้วเขาก็บอกกับผมว่า ‘นี่ไม่ใช่ที่วางพาสปอร์ต’ แต่เขาพูดเป็นภาษาอังกฤษนะครับ ผมเดาว่าเขาคงคิดว่าผมเป็นชาวต่างชาติมั้ง จากนั้นผมก็เลยหันไปถามเขาว่า ‘ผมผิดเหรอ’ เขาก็ตอบผมกลับว่า ‘ค่ะ’ แล้วก็เดินไป ซึ่งตอนนั้นผมก็ได้แต่ตกใจและงงว่ามันคืออะไร”

จุดที่เราอยู่ เป็นไปได้ไหมว่าเราขวางทางเดินเขา ?
“ผมก็อยู่ห่างจากสายพานรับกระเป๋าไม่ไกลนะครับ แต่เขาก็หายไป ผมก็งง”

เรายืนยันว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่สุวรรณภูมิ ?
“ตอนนั้นก็คิดอย่างนั้นครับ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเขาคือใคร”

เบสท์ ณัฐสิทธิ์

เห็นว่าเราไม่ต้องการให้ทางสุวรรณภูมิขอโทษ แต่ต้องการให้พนักงานคนนั้นขอโทษ ?
“ใช่ครับ ผมรู้สึกว่าทุกๆ สถานที่ก็อยากให้พนักงานบริการให้ออกมาดูดีทั้งนั้นแหละ แต่ว่า ณ ตอนนี้ วันนี้เขามาขอโทษผมเรียบร้อยแล้วนะ ผมเจอเขาแล้ว ก็คุยกันและเขาก็ขอโทษผม บอกว่าเขามีเรื่องส่วนตัวของเขาและเครียดมาจากที่เขาทำงาน ก็ทำให้เขาไม่ทันคิดในจังหวะนั้น ซึ่งผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร มันก็อาจจะหงุดหงิดกันได้ทุกคน แต่แค่มันผิดจุดไปนิดหนึ่ง ในตอนนั้นเราก็รู้สึกไม่ค่อยดีเหมือนกัน”

เขารู้ว่าเราเป็นนักแสดงหรือเปล่า ?
“ไม่รู้ครับ เขาคิดว่าผมเป็นคนจีนรึเปล่า แต่วันนี้เขารู้แล้วครับ เขาขอโทษและเอาของมาให้ เราก็รู้สึกดีใจ ผมไม่ติดใจ และการโพสต์ของผม เป้าหมายไม่ได้ต้องการให้องค์กรของเขาทำอะไรเลย ผมแค่รู้สึกว่าอยากให้เหตุการณ์นี้ทำให้เขาจำมากกว่า”

ถ้าเราไม่ใช่คนไทยและนักแสดงคิดว่าเราจะได้รับคำขอโทษแบบนี้ไหม ?
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”

ตอนแรกที่เราโพสต์คนที่ติดต่อมาเป็นใคร ?
“ช่วงแรกๆ มีหลายเจ้าหน้าที่มากครับที่ติดต่อมาทางผู้จัดการผม ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามีใครบ้าง ติดต่อมาเพื่อขอโทษ และอยากรู้ที่มาที่ไปว่าเป็นยังไง สุดท้ายก็ได้บทสรุปว่าได้เจอกันแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้ให้เขาชดใช้อะไร เพราะมันไม่ได้เกิดความเสียหาย แค่ขอโทษกันก็พอแล้ว จริงๆ ใครก็ตามก็คงรู้สึกไม่ดี ไม่มีใครมานั่งยิ้มว่าเราโดนเหยียบของ”

อยากบอกกับสิ่งที่เราโดนมา ?
“ผมไม่ได้พาดพิงในหน้าที่การงาน ไม่ว่างานบริการอะไรก็ตาม ขอแค่ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง และรักตัวเองมากๆ ก็พอแล้ว เคารพในสิ่งที่ตัวเองทำ ความคิดเหล่านี้น่าจะส่งผลดีต่อรอบข้าง แค่รักตัวเองไม่ต้องรบกวนคนอื่นก็พอแล้ว”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…