ป้ายกำกับ: ข่าวดารา

เบสท์ ณัฐสิทธิ์ จบดราม่า ถูกเหยียบมือถือพาสปอร์ต เจ้าหน้าที่สนามบินขอโทษแล้ว

เบสท์ ณัฐสิทธิ์ กลายเป็นดราม่าที่ชาวเน็ตให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย สำหรับกรณีที่นักแสดงวัยรุ่น เบสท์

เบสท์ ณัฐสิทธิ์  โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อเล่าถึงเหตุการณ์ที่โทรศัพท์และพาสปอร์ตของตนเองถูกเจ้าหน้าที่ในสนามบินชื่อดังเดินเหยียบระหว่างที่ตนกำลังเก็บกระเป๋า ซึ่งในตอนนั้นอีกฝ่ายได้ให้เหตุผลว่า “ไม่ใช่ที่วางพาสปอร์ต” ก่อนจะเดินจากไปโดยที่ไม่มีคำขอโทษ

ซึ่งล่าสุดบรรดาสื่อได้มีโอกาสเจอกับ เบสท์ ในงาน GMM25 Fun Fact Stories 2019 จึงเข้าไปอัปเดตความคืบหน้าของเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเจ้าตัวได้เผยว่า ตอนนี้อีกฝ่ายได้มีการติดต่อเข้ามาเพื่อทำการขอโทษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และตนเองก็ไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรเช่นกัน

ถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่สนามบิน ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น ?
“ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่มีคนมาเหยียบของของเราครับ แล้วก็มาพูดจาไม่ดีใส่ ซึ่งผมไม่ได้ร้องเรียนอะไรเลย ผมแค่โพสต์ในเฟซบุ๊กเหมือนคนที่โดนกระทำ เวลาใครทำอะไรเราแล้วเราทำกลับไม่ได้ ไม่สามารถพูดกับเขาได้ในตอนนั้น เราก็โพสต์เฟซบุ๊กทั่วไปครับ”

อยากให้เราเล่าเหตุการณ์ในวันนั้น มันเกิดขึ้นยังไงบ้าง ?
“ก็คือว่าผมเปิดกระเป๋าอยู่และกำลังจะปิดกระเป๋า ซึ่งจังหวะนั้นผมเอาพาสปอร์ตกับมือถือของผมวางไว้ที่พื้น แต่อยู่ดีๆ ก็มีคนมาเหยียบพาสปอร์ตกับมือถือผม ผมก็ตกใจและหันไปมอง แล้วเขาก็บอกกับผมว่า ‘นี่ไม่ใช่ที่วางพาสปอร์ต’ แต่เขาพูดเป็นภาษาอังกฤษนะครับ ผมเดาว่าเขาคงคิดว่าผมเป็นชาวต่างชาติมั้ง จากนั้นผมก็เลยหันไปถามเขาว่า ‘ผมผิดเหรอ’ เขาก็ตอบผมกลับว่า ‘ค่ะ’ แล้วก็เดินไป ซึ่งตอนนั้นผมก็ได้แต่ตกใจและงงว่ามันคืออะไร”

จุดที่เราอยู่ เป็นไปได้ไหมว่าเราขวางทางเดินเขา ?
“ผมก็อยู่ห่างจากสายพานรับกระเป๋าไม่ไกลนะครับ แต่เขาก็หายไป ผมก็งง”

เรายืนยันว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่สุวรรณภูมิ ?
“ตอนนั้นก็คิดอย่างนั้นครับ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเขาคือใคร”

เบสท์ ณัฐสิทธิ์

เห็นว่าเราไม่ต้องการให้ทางสุวรรณภูมิขอโทษ แต่ต้องการให้พนักงานคนนั้นขอโทษ ?
“ใช่ครับ ผมรู้สึกว่าทุกๆ สถานที่ก็อยากให้พนักงานบริการให้ออกมาดูดีทั้งนั้นแหละ แต่ว่า ณ ตอนนี้ วันนี้เขามาขอโทษผมเรียบร้อยแล้วนะ ผมเจอเขาแล้ว ก็คุยกันและเขาก็ขอโทษผม บอกว่าเขามีเรื่องส่วนตัวของเขาและเครียดมาจากที่เขาทำงาน ก็ทำให้เขาไม่ทันคิดในจังหวะนั้น ซึ่งผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร มันก็อาจจะหงุดหงิดกันได้ทุกคน แต่แค่มันผิดจุดไปนิดหนึ่ง ในตอนนั้นเราก็รู้สึกไม่ค่อยดีเหมือนกัน”

เขารู้ว่าเราเป็นนักแสดงหรือเปล่า ?
“ไม่รู้ครับ เขาคิดว่าผมเป็นคนจีนรึเปล่า แต่วันนี้เขารู้แล้วครับ เขาขอโทษและเอาของมาให้ เราก็รู้สึกดีใจ ผมไม่ติดใจ และการโพสต์ของผม เป้าหมายไม่ได้ต้องการให้องค์กรของเขาทำอะไรเลย ผมแค่รู้สึกว่าอยากให้เหตุการณ์นี้ทำให้เขาจำมากกว่า”

ถ้าเราไม่ใช่คนไทยและนักแสดงคิดว่าเราจะได้รับคำขอโทษแบบนี้ไหม ?
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”

ตอนแรกที่เราโพสต์คนที่ติดต่อมาเป็นใคร ?
“ช่วงแรกๆ มีหลายเจ้าหน้าที่มากครับที่ติดต่อมาทางผู้จัดการผม ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามีใครบ้าง ติดต่อมาเพื่อขอโทษ และอยากรู้ที่มาที่ไปว่าเป็นยังไง สุดท้ายก็ได้บทสรุปว่าได้เจอกันแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้ให้เขาชดใช้อะไร เพราะมันไม่ได้เกิดความเสียหาย แค่ขอโทษกันก็พอแล้ว จริงๆ ใครก็ตามก็คงรู้สึกไม่ดี ไม่มีใครมานั่งยิ้มว่าเราโดนเหยียบของ”

อยากบอกกับสิ่งที่เราโดนมา ?
“ผมไม่ได้พาดพิงในหน้าที่การงาน ไม่ว่างานบริการอะไรก็ตาม ขอแค่ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง และรักตัวเองมากๆ ก็พอแล้ว เคารพในสิ่งที่ตัวเองทำ ความคิดเหล่านี้น่าจะส่งผลดีต่อรอบข้าง แค่รักตัวเองไม่ต้องรบกวนคนอื่นก็พอแล้ว”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

เปิ้ล ชไมพร อดีตนางเอก เผยชีวิตรักที่ผิดหวัง จนถึงขั้นฆ่าตัวตาย

เปิ้ล ชไมพร เป็นนักแสดงมากความสามารถที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี

เปิ้ล ชไมพร ล่าสุดเจ้าตัวมาเปิดใจผ่านทางรายการคุยแซ่บ SHOW ทางช่อง ONE31 ที่มีธัญญ่า ธัญญาเรศ และหนิง ปณิตา เป็นพิธีกร ในประเด็นที่เจ้าตัวเกลียดพ่อตัวเองเพราะเจ้าชู้ทำแม่เสียใจ และเคยผิดหวังกับความรักถึงขั้นฆ่าตัวตาย

พี่เบี่ยงเบนเปลี่ยนลุคเป็นสาวหล่อแล้วหรือเปล่า?

เปิ้ล : “พอดีเบื่อก็เลยตัดผม บวกกับทำผมแบบนี้เขาก็เลยคิดว่าเหมือนผู้ชาย แต่ยังเป็นผู้หญิงแท้ๆ ค่ะ

ทราบมาว่าเปิ้ลเคยมีปัญหากับพ่อเหมือนกัน?

เปิ้ล : “เปิ้ลเป็นเด็กต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ก็จะอยู่กับแม่ พ่อจะไปทำงานต่างประเทศ ตัวเองก็เหมือนเป็นลูกหลงห่างกับพี่ประมาณ 10 ปี ตอนเด็กๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่าพ่อเจ้าชู้ พอย้ายมากรุงเทพพ่อก็จะมีผู้หญิงคนนู้น คนนี้ ตอนนั้นประมาณ 10 ขวบ เราเห็นสภาพแม่แย่มากเขาก็แยกทางกัน หลังจากนั้นเราก็ตั้งปณิธานไว้ว่าฉันเกลียดผู้ชายคนนี้มาก”

มีโอกาสให้พ่อรู้ไหมว่าเราเกลียดเขา แล้วไม่พอใจเขา?

เปิ้ล ชไมพร

เปิ้ล : “เปิ้ลไม่พูด ตอนเจอกันหลังจากนั้นมันพูดอะไรไม่ออก เราก็ถามว่าป๋าเป็นยังไงบ้าง พอเวลาผ่านไปมันก็คิดได้ว่าเป็นเรื่องของคนสองคนที่รักกัน แต่พอหมดรักก็แยกย้าย เราก็เลยมาคุยกับพี่น้องว่าเราขอขมาคุณพ่อดีกว่า ที่ผ่านมาเราอาจจะพูดไม่ดีก็อยากขออโหสิกรรมจากพ่อ ซึ่งตอนนั้นพี่ชายเป็นคนเริ่มขออโหสิกรรม พอถึงเราก็น้ำตาแตกเลย ป๋าก็บอกว่าป๋าอโหสิให้นะ หลังจากนั้นก็มีแวะเวียนไปเยี่ยมบ้าง จนพ่อป่วยมะเร็งปอด แล้ว 3-6 เดือนท่านก็จากไป”

ที่เราเกลียดพ่อมันมีส่วนจากปมในใจที่พ่อทิ้งเราไปมีคนอื่นไหม?

เปิ้ล : “ด้วย ตอนนั้นเราถือว่าเราเป็นลูกรักที่สุดในบ้าน พ่อไม่เคยดุ พ่อไม่เคยตี พอวันนึงพ่อดุ พ่อตี เราเห็นภาพว่าแม่เราต้องเจออะไรบ้าง ซึ่งช่วงเวลานั้นเราเป็นเด็กเกเรทำให้เขาหนักใจด้วย ทำให้เขาเครียดมาก เชื่อไหมว่าเปิ้ลเคยกินยาพารา 20 เม็ดเข้าไป พอตอนนี้หันกลับไปมองก็งงว่าเครียดอะไร”

เห็นว่าเคยคิดฆ่าตัวตายครั้งแรก เพราะความเครียดของคุณแม่?

เปิ้ล : “คือเรื่องของแม่ เรื่องของเราด้วยมาผสมกัน ซึ่งไม่รู้เครียดอะไร ตอนนั้นมันไม่มีทางออก เรียกว่าโรคซึมเศร้าได้มั้ย คืออยู่กับเพื่อนด้วยนะแล้วเดินออกมาบอกเพื่อนว่าฉันกินยาไป 20 เม็ด เพื่อนขอร้องให้ไปโรงพยาบาล ไปล้างท้องซึ่งมันทรมานมาก ไม่คิดจะทำแบบนี้อีก แต่ก็ทำอีกเพราะเรื่องความรัก เพราะเปิ้ลเป็นคนโหยหาความรักตั้งแต่เด็ก จะบอกว่าเป็นเด็กโลกสวยก็ได้นะที่อยากจะมีแฟน อยากจะมีลูก มีครอบครัวที่อบอุ่น ก็เป็นคนแสวงหาความรักมาตลอด รักใครก็ทุ่มเกินร้อย”

เห็นว่าตอนที่เป็นนางเอกดังมาก ยอมทิ้งอนาคตเลย?

เปิ้ล : “ด้วยค่ะ แต่ก็มีหลายปัจจัย เราทำงานมาตั้งแต่อายุ 16 ปี ชีวิตวัยเด็กหายไป รู้สึกกดดันทุกอย่างมันก็เลยระเบิด พอมีแฟนปุ๊บก็เฟดดีกว่า มันเหนื่อยด้วย มีแฟนด้วย สุขภาพไม่ดีด้วย ก็เลยถอยเลย”

เปิ้ล ชไมพร

แล้วคนที่ทำให้เราต้องฆ่าตัวตายสาเหตุเพราะอะไร?

เปิ้ล : “ตอนนั้นอายุ 20 ปีต้นๆ มีแฟนแล้วรักเขามาก ย้ายไปอยู่กับเขา 3 ปี ครึ่งปีแรกแฮปปี้มาก พอ 2 ปีครึ่งเขาเริ่มเจ้าชู้มันก็ไปย้ำปมเดิมของเรา จนล่าสุดเขาไปเจอผู้หญิงคนนึงแล้วเหมือนจะจริงจัง วันปีใหม่เราไปเที่ยวกับครอบครัวเรา แล้วเขาไปที่ยวเชียงใหม่กับผู้หญิงคนนั้น พอผ่านไป 3 ปี ทุกอย่างมันรุมเร้า เหตุการณ์หลายๆ อย่างมันทำให้เราเสียใจก็เลยตัดสินใจเลิก”

“เราร้องไห้ ผู้ชายก็ร้องไห้ไม่อยากเลิกอยากจะเก็บไว้ทั้งสองคน พอเราเลิกเราก็ไม่กล้ากลับเข้าบ้าน ไปอยู่อพาร์ทเม้นท์ พอผ่านไป 3-4 เดือนบอกแม่ว่าจะย้ายไปอยู่บ้าน แม่ก็ไปทาสีห้องไว้ให้ พอเข้าบ้านไปก็เครียด ออกไปขับรถกับเพื่อนแล้วหยิบยาวิตามินมากินเกือบ 20 เม็ด แล้วก็ขับรถไปโรงพยาบาล แต่ไม่ถึงขั้นล้างท้อง ก็ไปนอนที่โรงพยาบาลเพราะยังมึนยา”

“พี่สะใภ้เห็นเขาก็เลยโทรศัพท์ไปหาผู้ชายคนนี้บอกว่าเปิ้ลมันมีอาการแบบนี้นะ แล้วผู้ชายคนนี้ก็บอกว่า อ๋อเหรอ เขาไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของผมแล้ว พอพี่สะใภ้มาเล่าให้ฟังตั้งแต่วันนั้นก็บอกตัวเองว่าฉันต้องเป็นผู้หญิงแกร่ง แล้วจุดนี้มันก็ย้ำความรู้สึกเราว่าไม่มีใครรักเรามากกว่าพ่อแม่ ครอบครัวเรา เพื่อนๆ เราที่เขาอยู่ข้างๆ เราตลอด”

วันนี้โสดหรือมีแฟน?

เปิ้ล : “ไม่โสดแล้วค่ะ หัวใจสี่ห้องมอบให้กับครอบครัว เพื่อนและก็ลูกสาว (ลูกหมา)”

ที่ไม่มีแฟนเพราะว่าเคยผิดหวังกับความรัก แล้วคิดว่าชีวิตนี้ไม่เอาแล้ว?

เปิ้ล : “เปิ้ลว่าด้วยประสบการณ์ที่เราเจอมา เพื่อนๆ คนรอบข้างที่เราเห็น เปิ้ลรู้สึกว่าอยู่แบบนี้เปิ้ลมีความสุขดีแล้ว ขออยู่เกาะแม่ไปนานๆ ก็ขอบคุณหม่าม้าที่อยู่ข้างเปิ้ลตลอดมา แล้วรักเปิ้ลตลอดไม่ว่าเปิ้ลจะนิสัยไม่ดี แย่ ทำให้แม่เสียใจ ทำให้แม่น้ำตาตก แม่ก็ยังอยู่ข้างๆ พี่ชายก็ยังอยู่ข้างๆ แล้วเพื่อนที่รักก็ยังอยู่ข้างๆ จากหัวใจของเปิ้ลทั้ง 4 ห้องไม่มีใครแทนที่หม่าม๊าได้จริงๆ ถึงแม้เปิ้ลจะมีความรัก รักเพื่อน หรือรักใคร แต่หม่าม๊าคือที่ 1 ของเปิ้ลเสมอ ชาตินี้เปิ้ลจะขอเกาะและอยู่กับหม่าม๊าไปตลอดชีวิต”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

พ่อดม ชวนชื่น เศร้าสุดอาลัยมะเร็งตับพรากชีวิต ตลกชั้นบรมครูอีกคนในบ้านเรา

พ่อดม ชวนชื่น เป็นอีกหนึ่งความสูญเสียยิ่งใหญ่ ส่งท้ายปลายปี 2561 เมื่อแวดวงบันเทิง แวดวงตลกได้สูญเสีย

พ่อดม ชวนชื่น ที่จากไปอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งตับ ในวัย 83 ปี

หลังจากที่เมื่อ7เดือนก่อนตรวจพบว่าพ่อดมเป็นโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย ก่อนที่ลูกๆ จะส่งพ่อดมไปรักษาตัวที่ประเทศจีน และกลับมาเข้ารับการรักษาตัวด้วยโรคมะเร็งตับที่โรงพยาบาล

และเมื่อเวลา 11.00 น วันนี้ 24 ธ.ค.พ่อดม ก็ได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า

ทั้งนี้ได้มีเหล่าลูกหลาน คนบันเทิง คนในแวดวงตลก และ คนรักพ่อดมต่างใจหายร่วมไว้อาลัยกันด้วยความเศร้าสุดอาลัย

อุดม ชวนชื่น หรือ อุดม ทรงแสง หรือ”พ่อดม”เป็นชาวบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ครอบครัวมีอาชีพเป็นลิเก จึงถูกดึงเข้าสู่ธุรกิจและศิลปะแขนง ด้วยความที่ชอบเรื่องดนตรี จึงสามารถเล่นเครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดงลิเกได้ทุกชิ้น แต่ใจจริงเขาอยากเป็นนักดนตรีสากลมาก

ต่อมาเมื่อพระเอกลิเกในคณะขาดเขาจึงถูกนำตัวขึ้นรับบทพระเอกแทนอย่างกะทันหัน โดยลิเกคณะแรกที่อุดม ชวนชื่น รับบทเป็นพระเอกก็คือคณะ ศิลป์ส่งเสริม

ต่อมาพ่อดมก็แยกมาตั้งคณะลิเกอุดมศิลป์ และเมื่อมีรายการวิทยุ เขาก็แสดงลิเกออกวิทยุในนามคณะ อุดม – แววดาว ซึ่งเป็นน้องสาว และก็ประสบความสำเร็จอย่างมากที่จันทบุรี
อุดม ชวนชื่น รับบทเป็นพระเอกอย่างยืนยงจนอายุมากจากนั้นล้างมือการเป็นพระเอกละครวิทยุ พระเอกลิเก เดินทางเข้ากรุงเทพฯแสวงโชค จากนั้นก็ได้ไปสมัครเป็นนักดนตรีตามวงดนตรีลูกทุ่ง ปรากฏว่าไม่มีที่ไหนรับ เพราะไม่รู้โน๊ต เขาจึงต้องใช้เวลาในการเรียนโน๊ตด้วยตัวเองจากการซื้อตำรามาอ่านอยู่ 2 ปี ก่อนที่จะมาสมัครอยู่วงดนตรี เพลิน พรหมแดน
เป็นนักดนตรี 7 – 8 ปี

ต่อมาเมื่อตลกคาเฟ่เริ่มเป็นที่นิยม เทพ โพธิ์งาม และ เพชร ดาราฉาย ต่างก็ได้ออกจากวงเพื่อไปเล่นคาเฟ่ เพลิน พรหมแดน จึงขอให้อุดม ชวนชื่น ไปแสดงตลกที่หน้าเวทีดู ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก จึงหันมาเล่นตลกอย่างเดียว โดยได้ค่าตัวถึงคืนละ 500 บาท เขาเล่นตลกอยู่ราว 1 ปี

จากนั้นพ่ออุดม ชวนชื่น ก็หาโอกาสนำ จิ้ม ชวนชื่น ลูกชาย ซึ่งก็เล่นลิเกอยู่ มาร่วมวงเพลิน พรหมแดนด้วย เริ่มจากการเป็นตลก ต่อมาวงเพลิน พรหมแดน ก็ยุบวง อุดม ชวนชื่น ที่ตกงาน ก็จึงหยิบเครื่องดนตรีไปสมัครเป็นนักดนตรีวงสายัณห์ สัญญา ถูกปฏิเสธ เหตุเพราะว่าอายุมาก เขาเคยไปสมัครอยู่กับวงสังข์ทอง สีใส ที่ให้ค่าตัวคืนละ 200 บาท แต่ไม่เคยได้ขึ้นเล่นดนตรี อุดม ชวนชื่น จึงรู้สึกเกรงใจ ต่อมาไปสมัครอยู่กับวงหงษ์ทอง ดาวอุดร แล้วรวบรวมสมัครพรรคพวก และลูกชายคือจิ้ม ชวนชื่นตั้งคณะตลกชื่อ ชวนชม แต่อยู่ได้ไม่นาน ก็แตกคอกัน ก็เลยแยกตัวออกมา อละไปขอให้หลวงพ่อวัดเชิงหวายตั้งชื่อคณะตลกให้หลวงพ่อก็เอาชื่อศาลาวัด ที่ชื่อศาลาชวนชื่น มาตั้งเป็นชื่อคณะตลก กลายมาเป็นตำนานตลกครอบครัวที่โด่งดังที่สุดในประเทศไทยมีสมาชิกคือคนในครอบครัวนั่นเอง

สยามดาราเว็บไซต์ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวชวนชื่นมา ณ ที่นี้

พ่อดม ชวนชื่น

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamdara.com…