ป้ายกำกับ: ดารา

ใหม่ สุคนธวา ประกาศแต่งงาน”ดีเจต้น”14พ.ย. ขอสินสอดจัดเต็ม10ล้านบาท

ใหม่ สุคนธวา ประกาศแต่งงาน”ดีเจต้น”14 พฤศจิกายน ปลายปีนี้ ขอสินสอดจัดเต็ม 10 ล้านบาท

ใหม่ สุคนธวา เกิดนิมิตร ในที่สุดก็พร้อมที่จะสละโสดอย่างเป็นทางการเสียทีสำหรับเซ็กซี่สตาร์ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือกในงานบวงสรวงละคร เทพธิดาขนนก หลังแฟนหนุ่ม ดีเจต้น-สรพงษ์ จิตต์สุนทร โพสต์ข้อความสุดซึ้งคล้ายเป็นการขอแต่งงานลงบนอินสตาแกรม จนบรรดาแฟนคลับแห่คอมเมนต์แสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม

ใหม่ สุคนธวา

โดยงานนี้นอกจาก ใหม่ สุคนธวา จะออกมาเผยว่าได้มีการกำหนดฤกษ์วิวาห์เป็นวันที่ 14 พฤศจิกายน ปลายปีนี้แล้ว เธอก็ยังบอกถึงสาเหตุที่ยอมสละโสดอีกด้วยว่าประทับใจฝ่ายชายตรงที่เป็นคนเสมอต้นเสมอปลายและไม่เคยเปลี่ยนไปตลอดเลยเวลาที่คบหาดูใจกัน

ได้ข่าวว่าเรากำลังจะมีข่าวดีแล้ว ?
“ตอนนี้ได้ฤกษ์แต่งงานเรียบร้อยแล้วค่ะ เป็นวันที่ 14 พฤศจิกายน ปีนี้แน่นอน (ยิ้ม) ซึ่งในส่วนของธีมงานเราก็กำลังคุยกันอยู่ รวมถึงสถานที่จัดงานด้วยเช่นกัน เพราะว่าพี่ต้นเขาค่อนข้างที่จะให้เกียรติใหม่ เขาจึงอยากที่จะจัดงานให้ยิ่งใหญ่อลังการเพื่อให้มันออกมาดูดีที่สุด แต่ว่าธรรมชาติของใหม่เองแล้ว ใหม่ชอบความสงบความเงียบมากกว่า มันก็เลยทำให้ตอนนี้เราต้องคุยกันก่อนค่ะ เพราะเอาจริงๆ นะใหม่มองว่าถ้าหากเราเอาเงินไปใช้จัดงานขนาดนั้น ใหม่ขอเลือกเอามาใช้เป็นค่าสินสอดดีกว่า เรายังได้เอาเงินไปใช้เอาไปต่อยอดธุรกิจของเราได้ (หัวเราะ)”

เราเรียกสินสอดของไปเท่าไหร่พอจะบอกได้หรือเปล่า ?
“10 ล้านบาทค่ะ แต่ก็ต้องให้เขาเข้าไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่ใหม่ก่อน ซึ่งเขาเองก็สนิทกับพ่อแม่ใหม่มาก สนิทมากกว่าใหม่ด้วยซ้ำ (หัวเราะ) อันนี้ใหม่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าเป็นกลยุทธ์ของเขาหรือเปล่าที่จะนำมาใช้ต่อรองเงินสินสอด”

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจว่าจะใช้ชีวิตกับคนนี้ไปตลอด ?
“ใหม่ไม่ได้สนใจเรื่องความหล่อแล้วเพราะใหม่เจ็บมาเยอะ การชอบคนหล่อทำให้ใหม่ต้องเจ็บตัวเยอะมาก ดังนั้นใหม่ขอเลือกคนที่ความสม่ำเสมอดีกว่า เพราะเท่าที่ใหม่คบกับเขามาเขาก็ยังไม่เคยเปลี่ยนไปและไม่เคยเปลี่ยนแปลง”

เราสองคนคบกันมาระยะเวลานานเท่าไหร่แล้ว ?
“2 ปีเองค่ะ ถ้าถามว่าเราใช้เวลาน้อยไหมมันก็น้อย น้อยมาก แต่ใหม่ก็รู้สึกนะว่ามันเป็น 2 ปีที่เราคบกันมานาน ใหม่เชื่อนะคะกับคำที่คนเขาบอกว่า ‘ถ้าคนมันจะใช่มันก็จะคลิกเอง’ ดังนั้นใหม่จึงมองว่ามันเป็นสัญญาณที่ดีค่ะ”

หลังจากแต่งงานแล้วเราตั้งใจจะมีทายาทเลยหรือเปล่า ?
“อยากมีเลยค่ะ เอาจริงๆ นะใหม่อยากจะมีในปีหมูเลยด้วยซ้ำแต่คงจะไม่ทันแล้ว สรุปเลยนะคะ ‘ใหม่แต่งก่อนท้องค่ะ ไม่ได้ท้องก่อนแต่ง’ ก็คาดว่าน่าจะมีภายในปีหน้าแทน ซึ่งเหตุผลที่ใหม่อยากจะมีลูกเร็วๆ ก็ไม่ใช่เพราะตัวใหม่เองด้วย แต่เป็นเพราะอยากมีให้พ่อกับแม่ เนื่องจากหลายๆ คนเคยบอกใหม่ว่าหลานจะช่วยบำบัดสุขภาพให้พ่อกับแม่ได้ และหลานจะช่วยให้พวกท่านมีรอยยิ้ม”

งานในวงการล่ะเราตั้งใจจะทำต่อไปหรือเปล่าหรือหยุดไว้ก่อน ?
“ทำต่อแน่นอนค่ะเพราะเหตุผลที่ใหม่แต่งงานช้าที่สุดก็เนื่องมาจากว่าไม่ห่วงตัวเองและห่วงงานมาก ใหม่มีภาระภายในครอบครัวให้ต้องรับผิดชอบเยอะ ใหม่อยากจะทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขก่อนที่ใหม่จะแต่งงานออกไป แต่ด้วยความที่สมัยนี้สังคมมันเปลี่ยนแล้ว ใหม่ก็เชื่อว่าหากเราเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ตรงเวลาและตั้งใจทำงาน งานก็คงจะไม่หายไปไหนหรอกค่ะ”

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ญาญ่า ปลื้มร่วมงาน‘หลุยส์ วิตตอง’ – ยินดีคนมองส่งการ์ดหวานให้‘ณเดชน์’

ญาญ่า ใส่ชุดงามอย่างไทยไปร่วมกิจกรรมพิเศษเพื่อสุขภาพ ในงาน อุ่นไอรัก คลายความหนาว

ญาญ่า จากการไปนั่งชมโชว์ ถ่ายโฆษณาสั้นๆ และรับเชิญไปร่วมปาร์ตี้หลายครั้ง และล่าสุด ก็ถือเป็นการก้าวไปอีกขั้นของญาญ่า เมื่อเธอได้เป็นหนึ่งในนางแบบ ที่ร่วมถ่ายแคมเปญโฆษณาให้กับหลุยส์ วิตตอง โดยในครั้งนี้หลุยส์ วิตตองเเหวกเเนวด้วยการเชิญคนดังระดับเอลิสต์ของโลกถึง 17 คนมารวมตัวถ่ายลุคบุ๊คในลุคสวยประจำฤดูการคั่นเวลา ซึ่งล้วนเเล้วเเต่เป็นดาราตัวท้อปที่หลุยส์ วิตตองเลือกเเล้วว่าทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมเเฟชั่น รวมถึงมีความสัมพันธ์อันดีกับเเบรนด์อย่างต่อเนื่องเเละเเน่นเเฟ้น ไม่ว่าจะเป็น Alicia Vikander ,Jennifer Connelly ,Chloe Grace Moretz , Sophie Turner , Léa Seydoux เป็นต้น

“สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” พร้อมให้สัมภาษณ์เรื่องที่มีคนจับผิดว่า ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ โป๊ะแตกแอบเล่นไอจีเองรึเปล่า หลังลงรูปโปสการ์ดที่นางเอกสาวส่งมาให้จากต่างประเทศ ก่อนจะลบรูปดังกล่าวทิ้งในภายหลัง รวมถึงเรื่องที่เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่ได้เข้าร่วมแคมเปญสุดยิ่งใหญ่กับแบรนด์หรู หลุยส์ วิตตอง โดยสาว ‘ญาญ่า’อุรัสยา เสปอร์บันด์ เผยว่า

‘ญาญ่า’ปลื้มร่วมงาน‘หลุยส์ วิตตอง’

ถามถึงเรื่องที่มีไอจีหนึ่งลงรูป โปสการ์ดที่ญาญ่าส่งถึงณเดชน์

“(หัวเราะ)เอิ่ม…ตอนที่เห็นรูปก็ไม่ได้ตกใจนะคะ เพราะว่าโปสการ์ดนั้นเราก็เป็นคนเขียนเองจริงๆ และตั้งใจส่งให้พี่ณเดชน์”

ญาญ่า

เห็นข้อความในโปสการ์ดแล้วหลายคนยิ้มตามเลย

“มันก็ไม่ได้หวานขนาดนั้น น้าาา หนูไปเที่ยวสวาลบาร์ดมา ซึ่งอยู่ระหว่างนอร์เวย์กับขั้วโลกเหนือ แล้วก็อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือที่สุด เลยคิดว่าส่งโปสการ์ดแล้วกันเพราะคงไปที่นั่นครั้งเดียวในชีวิต”

ลงท้ายว่า From : your better half ด้วย?

“มันคือมุขค่ะ(หัวเราะ) ถ้าใครจะมองว่าหวานก็ยินดีค่ะ”

กลายเป็นคนไปจับตาว่าพี่ณเดชน์เล่นไอจีนั้นเอง แต่โป๊ะแตกหรือมือลั่นรึเปล่า

“อันนี้ไม่รู้ค่ะ ต้องไปถามพี่ณเดชน์เองดีกว่า ส่วนว่าที่ตอนหลังรูปถูกลบออกไปนั้นน่าจะเป็นเพราะเห็นที่อยู่มั้งคะก็เลยต้องลบ ส่วนตัวไม่ได้ซีเรียสเลยค่ะที่มีรูปออกมา หนูว่ามันตลกดีถ้าคนเข้าใจมุขหนูนะคะ”

ได้คุยกับพี่ณเดชน์รึยังถึงเรื่องนี้

“ไม่ได้คุยนะคะ ไปถามพี่เขาเอาเอง หนูชิลสบายๆ เพราะยังไงมันก็เป็นโปสการ์ดที่แบบเปิดไว้อยู่แล้ว คือใครหยิบขึ้นมาก็สามารถอ่านได้หมด”

‘ญาญ่า’ปลื้มร่วมงาน‘หลุยส์ วิตตอง’

หรือว่าพี่ณเดชน์อยากอวดความหวาน

“(หัวเราะ)ไปถามเขาเองดีกว่าค่ะ”

ถามเรื่องที่ได้เข้าร่วมแคมเปญยิ่งใหญ่ของแบรนด์หรูระดับโลกอย่าง หลุยส์ วิตตอง เป็นยังไงบ้าง

“ตอนที่ทำงานชิ้นนี้ทุกอย่างมันยิ่งใหญ่มากจริงๆ ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ตั้งแต่ขึ้นรถจนไปถึงสตูดิโอทุกอย่างมันเป็นระเบียบที่ไม่เคยเจอมาก่อน”

ญาญ่า

กดดันไหม

“กดดันมากค่ะ วันที่ได้ถ่ายจริงๆ จะเป็นลมเลย อย่างหนึ่งที่น่าตื่นเต้นดีคือคุณมีโอกาสเดียวจริงๆ ถ้ารูปไม่สวยก็เรื่องของคุณแล้ว ฉะนั้นทุกอย่างต้องเป๊ะๆ และได้เลย ส่วนตัวมองว่าสนุกดี ซึ่งภาพที่ออกมาก็ถูกใจมาก เสื้อผ้าน่ารักมาก คนทั่วโลกสามารถใส่ได้หมด”

แคมเปญนี้ญาญ่าเป็นคนไทยคนเดียวด้วย

“ใช่ค่ะ ตอนที่ได้ทำงานกับหลุยส์ วิตตองก็ไม่คิดเลยว่าเขาจะเรียกเราไปทำแคมเปญนี้ เพราะมันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เป็นชิ้นที่แบบโกลบอลที่สุดเท่าที่เคยทำงานมาเลย นอกจากนี้ก็ยังได้ไปเจอคนดังๆ จากทั่วโลกด้วย ยังไปแอบส่องดูว่ามีใครเดินผ่านห้องที่เราอยู่บ้าง”

พอแคมเปญนี้ออกมามีคนทั่วโลกรู้จักญาญ่ามากขึ้นไหม

“มีนะคะ รู้สึกดีใจที่คนรู้จักชื่อเรามากขึ้น แต่อย่างที่บอกว่ารู้สึกภูมิใจมาก เท่มาก(หัวเราะ) เพราะว่างานนี้ที่ไปแอลเอกับนิวยอร์ก ญ่ากับแม่ไปกันแค่สองคน นั่งอ้าปากหวอทั้งวันเลย(หัวเราะ)”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.khaosod.co.th…

เหลือเฟือ มกจ๊ก หักดิบเลิกบุหรี่ น้ำหนักลดฮวบจนหลายคนคิดว่าป่วยเป็นโรคร้าย

เหลือเฟือ มกจ๊ก ห่างหายจากหน้าจอทีวีไปนานพอสมควร สำหรับตลกชื่อดังอย่าง เหลือเฟือ

เหลือเฟือ มกจ๊ก เกิดเสียงลือว่า เหลือเฟือ งานหด แถมยังลือว่าป่วยเป็นโรคเอดส์ ล่าสุด เหลือเฟือ มาเปิดใจถึงเรื่องราวต่างๆ ผ่านทางรายการคุยแซ่บ Show ทางช่อง one31 ที่มี หนิง ปณิตา และ นุ้ย สุจิรา เป็นพิธีกร

ตอนนี้ไม่ได้เห็นพี่ในข่าวเลย พี่หายไปไหน?

เหลือเฟือ : “ไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ในวงการบันเทิงนี่แหละ ยังเล่นละครอยู่ คือช่องมันจะเยอะคนไปดูช่องโน้น ช่องนี้ อาจจะไม่เห็นเรา มันเป็นช่วงชีวิตของใคร ของมัน ผมว่าคนก็ต้องเบื่อผมบ้างแหละ”

ก็ยังทำงานเหมือนเดิม รายได้ที่มีก็เหมือนเดิม?

เหลือเฟือ : “มันลดลงแน่นอนอยู่แล้ว มันไม่ใช่เฉพาะผม คนอื่นก็ลดเหมือนกัน แต่ว่าเราต้องอยู่ให้ได้”

หลายคนก็บอกว่าที่หายไป เพราะตกอับหรือเปล่า?

เหลือเฟือ : “คือผมไม่รู้ว่าคำว่าตกอับคืออะไร ผมก็อยู่แบบนี้ของผมอยู่แล้ว จะบอกว่าตกอับก็ได้ ผมไม่รู้ว่าคำว่าตกอับเป็นยังไง ถามว่าที่ผ่านมาลำบากไหม ก็ไม่นะ เพราะผมลำบากมาตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนเด็กๆ เราเคยลำบากที่สุดมาแล้ว”

ที่เชิญพี่เหลือเฟือมา อยากให้ชีวิตและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตพี่เป็นอุทาหรณ์ให้กับหลายคน โดยเฉพาะเรื่องดูดบุหรี่ มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตพี่?

เหลือเฟือ : “ผมมีเรื่องข่าวเยอะเลย ข่าวมันจะวิ่งเข้ามาหาผมเอง จริงๆ ผมไม่อยากเป็นข่าวอะไร อย่างประเด็นบุหรี่ ผมดูดบุหรี่มาตั้งแต่ม.1 – ม.2 สมัยก่อนถ้ามียาบ้าผมว่าผมติด เมื่อก่อนไม่มียาบ้า อย่างมากก็ดมกาวกัน”

แล้วพี่เริ่มสูบเพราะอะไร?

เหลือเฟือ : “เริ่มจากการคบรุ่นพี่ มันดูเท่ แล้วบ้านผมอยู่ในตลาด เวลาเจอคนเดินดูดบุหรี่เรามองว่าพอโตขึ้นต้องทำแบบนั้น”

สูบหนักขนาดไหน?

เหลือเฟือ : “ก็เวลานอนพี่ไม่สูบ มันเป็นนิสัย มือมันพาไป อย่างสมมติไปเล่นตลกก่อนขึ้นเวทีก็ดูดๆ คือดูดต่อแม้กระทั่งของลูกน้องที่มันจะทิ้งผมก็เอามาดูดต่อ วันนึงผมนับอย่างต่ำต้องมี 2 ซอง”

เดือนนึงพี่หมดเงินกับบุหรี่ไปเท่าไหร่?

เหลือเฟือ : “เอางี้พี่เข้าร้านขายของอย่างต่ำต้องมี 500 บาท พี่ซื้อบุหรี่ 4-5 ซอง พี่ไม่เคยขอบุหรี่ใครดูด มีแต่คนอื่นมาขอ เพราะพี่มีติดตัวตลอด”

เหลือเฟือ มกจ๊ก

พี่มีปัญหากับลูกเมียเพราะเรื่องกลิ่นบุหรี่ไหม?

เหลือเฟือ : “คือเขาไม่เคยพูดแต่เราสำนึกเอง คือผมดูดมาทั้งชีวิตแล้ว วันนึงผมคิดถึงลูกผม ครอบครัวผม ผมรู้สึกว่าผมเอาเปรียบเขา ผมก็เลยเลิก”

สุขภาพแย่ลงมั้ย ช่วงนั้นพี่ผอมมาก?

เหลือเฟือ : “ที่พี่ผอมเพราะพี่เลิกบุหรี่แบบไม่ถูกวิธี คือร่างกายผมไม่พร้อมที่จะหักดิบแล้วผมหักดิบเลิกบุหรี่พร้อมกับเลิกเหล้า”

พี่เหลือเป็นคนรักลูกมาก?

เหลือเฟือ : “รักมากคนข้างๆ เราก็มีพูดบ้าง แต่บางครั้งเราอาจไม่ได้ยินเท่าไหร่ พี่คิดได้เองมากกว่า ก็เลยหักดิบเลย เลิกวันแรกก็เอาเว้ยได้วันนึงแล้ว พอวันที่2 เห็นคนดูดก็หันหน้าหนีไม่เอา คือมันอยากดูด จริงๆ อย่าคิดว่าร่างกายต้องมาอย่างเดียว ใจคุณต้องพร้อมด้วย พอผมเลิกได้แล้วมีคนถามผมเยอะมาก ผมก็บอกว่าถ้าคุณแยากเลิกเดี๋ยวมันก็เลิกได้เอง”

พอพี่หักดิบเลิกบุหรี่พี่ก็โดนครหาว่าเป็น HIV?

เหลือเฟือ : พอพี่เลิกบุหรี่ร่างกายพี่ก็ผอมลง กินอะไรก็ไม่อร่อย ผอมขนาดนั่งพูดแบบนี้ไม่ได้เลย มันไอตลอด คนเลยเม้าท์พี่ แต่มันดีอย่างนึงคือเป็นการสแกนเพื่อนด้วย ตอนนั้นจากน้ำหนัก 55 เหลือ 41 กิโลกรัม”

แล้วช่วงนั้นครอบครัวให้ความช่วยเหลือให้กำลังใจยังไง?

เหลือเฟือ : “คือช่วงนั้นโชคดีละครหยุดถ่าย แล้วเราไม่รับงานอย่างอื่น เพราะเรารับสภาพตัวเองไม่ได้ แต่ผมบอกแม่ บอกลูกว่าไปงานต่างจังหวัด เพื่อไปหาลูกน้องเก่าที่ไม่ดูดบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ก็ขับรถไปทั่วประเทศให้มันเพลิน”

แล้วพี่ทำยังไงกับคนที่คิดว่าพี่เป็นเอดส์?

เหลือเฟือ : “เราก็สแกนมันออก พี่พิสูจน์ตัวเองด้วยการไปหาหมอ ถามว่าก่อนไปหาหมอคิดมั้ยว่าตัวเองจะเป็น ก็มีเพราะตอนหนุ่มๆ เราก็เป็นนักบู๊เหมือนกัน แต่เราก็บอกตัวเองว่าอย่าไปคิดมาก ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ตอนนั้นก็ขับรถไปคนเดียวเลย หมอถามว่าเป็นอะไร ผมก็บอกว่ามาตรวจร่างกาย หมอก็ถามว่าตรวจ HIV มั้ย ผมบอกว่าตรวจ คือรอผมแบบลุ้นมาก คิดไปในทางลบหมดเลย แต่ผลก็ออกมาว่าไม่เป็น และหมอแนะนำว่าถ้าไม่พร้อมอย่าหักดิบ

แล้วไปยังไง มายังไงทำไมลูกชายถึงโดนเบี้ยวค่าตัว?

เหลือเฟือ : “พี่เป็นคนรับงาน น้องมิ๊กซ์เป็นคนทำเพลงออกมา แล้วมีคนติดต่อมาว่าวันเด็กอยากได้น้องมิ๊กซ์ไปเล่นแล้วถ้าได้พี่เหลือด้วยก็ดีนะ ก็ไปด้วยกันพอถึงวันเล่น หกโมงกำลังจะออกจากบ้าน เขาก็บอกว่าขอจ่ายเงินให้พรุ่งนี้ได้มั้ย เขาบอกต้องเก็บเงินจากโต๊ะจีนก่อน เราก็ไปเล่นเขาก็แฮปปี้ดี พอลงเวทีเขาก็บอกว่าพรุ่งนี้โอนให้ชัวร์ แต่พอเราทวงไปเขาก็เงียบ แต่เรารอบครอบ อัดคลิปทุกอย่างและไปแจ้งความเอาไว้แล้ว”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

เปิ้ล ชไมพร อดีตนางเอก เผยชีวิตรักที่ผิดหวัง จนถึงขั้นฆ่าตัวตาย

เปิ้ล ชไมพร เป็นนักแสดงมากความสามารถที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี

เปิ้ล ชไมพร ล่าสุดเจ้าตัวมาเปิดใจผ่านทางรายการคุยแซ่บ SHOW ทางช่อง ONE31 ที่มีธัญญ่า ธัญญาเรศ และหนิง ปณิตา เป็นพิธีกร ในประเด็นที่เจ้าตัวเกลียดพ่อตัวเองเพราะเจ้าชู้ทำแม่เสียใจ และเคยผิดหวังกับความรักถึงขั้นฆ่าตัวตาย

พี่เบี่ยงเบนเปลี่ยนลุคเป็นสาวหล่อแล้วหรือเปล่า?

เปิ้ล : “พอดีเบื่อก็เลยตัดผม บวกกับทำผมแบบนี้เขาก็เลยคิดว่าเหมือนผู้ชาย แต่ยังเป็นผู้หญิงแท้ๆ ค่ะ

ทราบมาว่าเปิ้ลเคยมีปัญหากับพ่อเหมือนกัน?

เปิ้ล : “เปิ้ลเป็นเด็กต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ก็จะอยู่กับแม่ พ่อจะไปทำงานต่างประเทศ ตัวเองก็เหมือนเป็นลูกหลงห่างกับพี่ประมาณ 10 ปี ตอนเด็กๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่าพ่อเจ้าชู้ พอย้ายมากรุงเทพพ่อก็จะมีผู้หญิงคนนู้น คนนี้ ตอนนั้นประมาณ 10 ขวบ เราเห็นสภาพแม่แย่มากเขาก็แยกทางกัน หลังจากนั้นเราก็ตั้งปณิธานไว้ว่าฉันเกลียดผู้ชายคนนี้มาก”

มีโอกาสให้พ่อรู้ไหมว่าเราเกลียดเขา แล้วไม่พอใจเขา?

เปิ้ล ชไมพร

เปิ้ล : “เปิ้ลไม่พูด ตอนเจอกันหลังจากนั้นมันพูดอะไรไม่ออก เราก็ถามว่าป๋าเป็นยังไงบ้าง พอเวลาผ่านไปมันก็คิดได้ว่าเป็นเรื่องของคนสองคนที่รักกัน แต่พอหมดรักก็แยกย้าย เราก็เลยมาคุยกับพี่น้องว่าเราขอขมาคุณพ่อดีกว่า ที่ผ่านมาเราอาจจะพูดไม่ดีก็อยากขออโหสิกรรมจากพ่อ ซึ่งตอนนั้นพี่ชายเป็นคนเริ่มขออโหสิกรรม พอถึงเราก็น้ำตาแตกเลย ป๋าก็บอกว่าป๋าอโหสิให้นะ หลังจากนั้นก็มีแวะเวียนไปเยี่ยมบ้าง จนพ่อป่วยมะเร็งปอด แล้ว 3-6 เดือนท่านก็จากไป”

ที่เราเกลียดพ่อมันมีส่วนจากปมในใจที่พ่อทิ้งเราไปมีคนอื่นไหม?

เปิ้ล : “ด้วย ตอนนั้นเราถือว่าเราเป็นลูกรักที่สุดในบ้าน พ่อไม่เคยดุ พ่อไม่เคยตี พอวันนึงพ่อดุ พ่อตี เราเห็นภาพว่าแม่เราต้องเจออะไรบ้าง ซึ่งช่วงเวลานั้นเราเป็นเด็กเกเรทำให้เขาหนักใจด้วย ทำให้เขาเครียดมาก เชื่อไหมว่าเปิ้ลเคยกินยาพารา 20 เม็ดเข้าไป พอตอนนี้หันกลับไปมองก็งงว่าเครียดอะไร”

เห็นว่าเคยคิดฆ่าตัวตายครั้งแรก เพราะความเครียดของคุณแม่?

เปิ้ล : “คือเรื่องของแม่ เรื่องของเราด้วยมาผสมกัน ซึ่งไม่รู้เครียดอะไร ตอนนั้นมันไม่มีทางออก เรียกว่าโรคซึมเศร้าได้มั้ย คืออยู่กับเพื่อนด้วยนะแล้วเดินออกมาบอกเพื่อนว่าฉันกินยาไป 20 เม็ด เพื่อนขอร้องให้ไปโรงพยาบาล ไปล้างท้องซึ่งมันทรมานมาก ไม่คิดจะทำแบบนี้อีก แต่ก็ทำอีกเพราะเรื่องความรัก เพราะเปิ้ลเป็นคนโหยหาความรักตั้งแต่เด็ก จะบอกว่าเป็นเด็กโลกสวยก็ได้นะที่อยากจะมีแฟน อยากจะมีลูก มีครอบครัวที่อบอุ่น ก็เป็นคนแสวงหาความรักมาตลอด รักใครก็ทุ่มเกินร้อย”

เห็นว่าตอนที่เป็นนางเอกดังมาก ยอมทิ้งอนาคตเลย?

เปิ้ล : “ด้วยค่ะ แต่ก็มีหลายปัจจัย เราทำงานมาตั้งแต่อายุ 16 ปี ชีวิตวัยเด็กหายไป รู้สึกกดดันทุกอย่างมันก็เลยระเบิด พอมีแฟนปุ๊บก็เฟดดีกว่า มันเหนื่อยด้วย มีแฟนด้วย สุขภาพไม่ดีด้วย ก็เลยถอยเลย”

เปิ้ล ชไมพร

แล้วคนที่ทำให้เราต้องฆ่าตัวตายสาเหตุเพราะอะไร?

เปิ้ล : “ตอนนั้นอายุ 20 ปีต้นๆ มีแฟนแล้วรักเขามาก ย้ายไปอยู่กับเขา 3 ปี ครึ่งปีแรกแฮปปี้มาก พอ 2 ปีครึ่งเขาเริ่มเจ้าชู้มันก็ไปย้ำปมเดิมของเรา จนล่าสุดเขาไปเจอผู้หญิงคนนึงแล้วเหมือนจะจริงจัง วันปีใหม่เราไปเที่ยวกับครอบครัวเรา แล้วเขาไปที่ยวเชียงใหม่กับผู้หญิงคนนั้น พอผ่านไป 3 ปี ทุกอย่างมันรุมเร้า เหตุการณ์หลายๆ อย่างมันทำให้เราเสียใจก็เลยตัดสินใจเลิก”

“เราร้องไห้ ผู้ชายก็ร้องไห้ไม่อยากเลิกอยากจะเก็บไว้ทั้งสองคน พอเราเลิกเราก็ไม่กล้ากลับเข้าบ้าน ไปอยู่อพาร์ทเม้นท์ พอผ่านไป 3-4 เดือนบอกแม่ว่าจะย้ายไปอยู่บ้าน แม่ก็ไปทาสีห้องไว้ให้ พอเข้าบ้านไปก็เครียด ออกไปขับรถกับเพื่อนแล้วหยิบยาวิตามินมากินเกือบ 20 เม็ด แล้วก็ขับรถไปโรงพยาบาล แต่ไม่ถึงขั้นล้างท้อง ก็ไปนอนที่โรงพยาบาลเพราะยังมึนยา”

“พี่สะใภ้เห็นเขาก็เลยโทรศัพท์ไปหาผู้ชายคนนี้บอกว่าเปิ้ลมันมีอาการแบบนี้นะ แล้วผู้ชายคนนี้ก็บอกว่า อ๋อเหรอ เขาไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของผมแล้ว พอพี่สะใภ้มาเล่าให้ฟังตั้งแต่วันนั้นก็บอกตัวเองว่าฉันต้องเป็นผู้หญิงแกร่ง แล้วจุดนี้มันก็ย้ำความรู้สึกเราว่าไม่มีใครรักเรามากกว่าพ่อแม่ ครอบครัวเรา เพื่อนๆ เราที่เขาอยู่ข้างๆ เราตลอด”

วันนี้โสดหรือมีแฟน?

เปิ้ล : “ไม่โสดแล้วค่ะ หัวใจสี่ห้องมอบให้กับครอบครัว เพื่อนและก็ลูกสาว (ลูกหมา)”

ที่ไม่มีแฟนเพราะว่าเคยผิดหวังกับความรัก แล้วคิดว่าชีวิตนี้ไม่เอาแล้ว?

เปิ้ล : “เปิ้ลว่าด้วยประสบการณ์ที่เราเจอมา เพื่อนๆ คนรอบข้างที่เราเห็น เปิ้ลรู้สึกว่าอยู่แบบนี้เปิ้ลมีความสุขดีแล้ว ขออยู่เกาะแม่ไปนานๆ ก็ขอบคุณหม่าม้าที่อยู่ข้างเปิ้ลตลอดมา แล้วรักเปิ้ลตลอดไม่ว่าเปิ้ลจะนิสัยไม่ดี แย่ ทำให้แม่เสียใจ ทำให้แม่น้ำตาตก แม่ก็ยังอยู่ข้างๆ พี่ชายก็ยังอยู่ข้างๆ แล้วเพื่อนที่รักก็ยังอยู่ข้างๆ จากหัวใจของเปิ้ลทั้ง 4 ห้องไม่มีใครแทนที่หม่าม๊าได้จริงๆ ถึงแม้เปิ้ลจะมีความรัก รักเพื่อน หรือรักใคร แต่หม่าม๊าคือที่ 1 ของเปิ้ลเสมอ ชาตินี้เปิ้ลจะขอเกาะและอยู่กับหม่าม๊าไปตลอดชีวิต”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

แจ๊ค เชิญยิ้ม ป่วยวัณโรคปอด น้ำหนักลด 10 กิโล ผอมจนคนคิดว่าเป็นเอดส์

แจ๊ค เชิญยิ้ม อัปเดตอาการป่วยวัณโรคปอด น้ำหนักลด 10 โล ซูบผอมจนคนคิดว่าเป็นเอดส์

แจ๊ค เชิญยิ้ม เผยตอนเป็นงงมาก ไม่รู้เป็นได้ยังไง เพราะไม่ได้สูบบุหรี่เลย

แจ๊ค เชิญยิ้ม

หายหน้าหายตาจากวงการไปนานพอสมควร สำหรับนักแสดงตลก แจ๊ค เชิญยิ้ม หลังเจอกับปัญหาสุขภาพมากมาย แถมตรวจพบเป็นวัณโรคปอด ทำเอาซูบผอมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหวานใจ หญิง อภิสรา ก็ป่วยด้วยโรคไต แถมยังมีประเด็นต่าง ๆ ตามมามากมาย ล่าสุด แจ๊ค เชิญยิ้ม ควงสาวหญิงมาเคลียร์ประเด็นต่าง ๆ ผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ทางช่อง one31 ที่มี หนิง ปณิตา, ธัญญา ธัญเรศ และเป็กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกร

น้ำหนักลดไปเยอะมาก ?

แจ๊ค : น้ำหนักลดไป 10 กิโล ภายในไม่ถึง 15 วัน เพราะว่ามันเป็นผลข้างเคียงของคนที่เป็นโรคนี้ วัณโรคปอด ปอดติดเชื้อ ปอดอักเสบ แล้วน้ำท่วมปอดด้วย

มันเกิดจากอะไร ?

แจ๊ค : การใช้ชีวิตปัจจุบัน ในการที่เราหายใจเข้าไป ฝุ่น มลพิษต่าง ๆ ที่เราหายใจเข้าไป

หญิง : คือคนทั่วไปก็เสี่ยงเป็นโรคนี้ได้ เหมือนภูมิต้านทานเราต่ำเวลาเป็นไข้แล้วปล่อยให้มันเรื้อรังเชื้อมันก็จะลงไปที่ปอด

ที่ผ่านมาแจ๊คทำงานค่อนข้างหนัก ?

แจ๊ค : แจ๊คทำงานมาตั้งแต่เด็ก ประมาณ ม.2-3 เล่นตลกคาเฟ่มาตั้งแต่เด็ก เข้าวงการตั้งแต่ปี 1 ก็ทำงานมีงานเยอะมาตลอด พอมันมีงานเยอะมันก็แลกมากับการที่เราพักผ่อนน้อย พอวันหนึ่งที่เราภูมิต้านทานต่ำโรคข้างในที่มันรอจะปะทุขึ้นมามันก็พร้อมมาก ทีนี้ก็เรียบร้อยเลย

ตอนแรกที่อาการออก มันเป็นยังไงบ้าง ?

แจ๊ค : แจ๊คมีไข้สูง 38-39 องศา ติดต่อกันทุกวันเป็นแบบนี้มาเกือบเดือน เราก็แก้ไขด้วยการกินยาแล้วไปทำงาน พอดื้อยาก็ไปฉีดยาแทนเพื่อให้ไปทำงานไหว พอวันหนึ่งตื่นเช้ามาพบว่าเรามีปัญหาเรื่องระบบการหายใจ โดยเราอาบน้ำ สระผม แต่งตัว เดินขึ้น-ลงบันไดบ้าน แล้วรู้สึกเหนื่อยขึ้น ก็เลยไปตรวจพอเอกซเรย์ในปอดเราจะมีจุดสีขาวเต็มเลย หมอบอกว่ามันเป็นเชื้อโรค เชื้อราทั้งหมด บริเวณปอดมีน้ำมากกว่าปกติต้องดูดออกด่วน แล้วก็ให้แอดมิตเลย คือปอดของคนปกติเอกซเรย์ออกมาจะเป็นสีดำทั้งหมด ของแจ๊คแทบไม่มีสีดำ อีกอย่างหนึ่งของแจ๊คมีน้ำอยู่ข้างใต้ต้องเจาะข้างหลังแล้วดูดน้ำออก คือเขาเจาะสดเลย แล้วเจาะเลือดตรวจทุกวัน

พอได้ยินแบบนั้นรู้สึกยังไง ?

แจ๊ค : รู้สึกว่ามันงงก่อนว่าเราเป็นได้ไง คือบุหรี่เราก็ไม่สูบ ซึ่งเราคิดว่าเราเป็นไข้ธรรมดา พอมาวันหนึ่งมันไม่เตือนเราเลย มาถึงก็เหนื่อยเลยแล้วก็แอดมิตเลย งานทั้งหมดเราก็ไม่ได้เคลียร์ แต่ถ้าเราออกไปทำงานต่อมันก็จะมีผลต่อเราด้วย ถ้าเราไปทำอะไรหนัก ๆ เราก็อาจจะช็อกได้

ระหว่างอยู่โรงพยาบาลคุณหมอบอกอะไรเราบ้าง ?

แจ๊ค : เขากักตัวเราไว้

แจ๊ค เชิญยิ้ม

ความร้ายแรงที่เป็นมันขนาดไหน ?

แจ๊ค : เสียชีวิตได้ คือคนที่เป็นโรคปอดแล้วเป็นคนใกล้ตัวไม่ถึงสัปดาห์เขาเสียชีวิตเลยก็มี และบางคนที่เป็นโรคนี้รักษาตัวดี ๆ 6 เดือน ปีหนึ่ง ปีครึ่งหายขาดเลยก็มี ซึ่งเราพอแอดมิต เราไม่ได้อยู่ห้องที่เขารักษาทั่วไป เราไปอยู่ในห้องกักตัว กักเชื้อ เป็นห้องสี่เหลี่ยม ตอนนั้นเราอยู่โรงพยาบาลเป็นเดือนเพื่อที่จะแน่ใจว่าเราไม่มีเชื้อที่จะไปแพร่คนอื่นแล้วถึงออกมารักษาข้างนอก

ตอนนั้นหญิงทำยังไง ?

หญิง : หญิงเสร็จงานก็ไปเยี่ยมตลอด ห้ามเฝ้า เพราะที่โรงพยาบาลไม่ให้เรานอน เขาก็ให้คาดมาสก์ ส่วนตัวเราก็ไม่สบายเขาก็กลัวเชื้อจะมาติดเรา ก็ให้กำลังใจเขา พอเห็นสภาพเขาเราก็กลัวก็ไปไหว้พระ ขอพร ขออย่าให้เขาเป็นอะไรไปมากกว่านี้นะ กลัวโรคแทรกซ้อน กลัวอะไรหลาย ๆ อย่าง ยิ่งเราป่วยแล้วไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นก็ยิ่งทำให้เราจิตตกไปด้วย

แล้วแจ๊คออกมาจากโรงพยาบาลนานหรือยัง ?

แจ๊ค : น่าจะ 5 เดือน กลับไปอยู่บ้านช่วงแรก ๆ ไม่สามารถทำอะไรเองได้เลยแม้กระทั่งอาบน้ำ สระผม คือ ด้วยความที่น้ำหนักลดลงสิบโล พอมันผอมมากทำให้เราไม่ชินแล้วร่างกายมันก็รับน้ำหนักตัวได้ไม่มาก ขาเรามันไม่มีแรงเดิน มันทำให้เรานอนติดเตียงอยู่แบบนั้น สิ่งที่เราคิดแล้วเรามองเห็นมันคือวันนึงเราทำงานมาตั้งเยอะ เรามองเห็นเงินอยู่ตรงหน้า แต่เราไม่สามารถหยิบมาใช้ได้

โดนเจาะเลือดทุกวันกลัวมากโดยเฉพาะโรค HIV มันเกิดไรขึ้นทำไมถึงกลัวตรงนั้น ?

หญิง : คือหมอเขาบอกว่าโรคพวกนี้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นเหมือน HIV อาการมันจะผอมลง คุณหมอเขาบอกว่า ดูน่าเป็นห่วง เขาผอมซูมน่ากลัว เขาก็เลยเจาะเลือดเพื่อหาเชื้อ แต่สุดท้ายก็ไม่เจอ

ตัวคุณหญิงก็ป่วยด้วย ?

หญิง : หญิงเป็นนานแล้ว ฟอกไตมา 3 ปีแล้วค่ะ หมอเขาก็ไม่รู้สาเหตุ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หญิงทำรายการความสวยความงามแล้วกินพวกอาหารเสริม กินเยอะ แล้วหมอบอกว่าอาจจะไปโดนสเตรอยด์ แล้วมันไปสะสมทำลายไตเรา

พอป่วยคู่แล้วเรื่องเงินทำยังไง ?

แจ๊ค : จริง ๆ แล้วเราทำงานมาเราก็มีเก็บ แจ๊คกับหญิงเป็นคนที่ไม่ฟุ่มเฟือยอะไรมากมาย อีกอย่างหนึ่ง ตอนนั้นหญิงป่วยก่อนเราก็ทำงานมีงานทุกวัน แล้วก็มีเงินเก็บที่เราเก็บมาของหญิงค่าใช้จ่ายไม่เยอะเท่าไร ของแจ๊คก็ไม่เท่าไร สำหรับเรามันน้อย แต่สิ่งที่เราหนักใจก็คือการทำยังไงให้มันฟื้นตัวเร็วที่สุด

สมมุติวันนี้กลับมาทำงานไหวกี่เปอร์เซ็นต์ ?

แจ๊ค : หญิงรับงานตั้งแต่ สามเดือนแล้ว ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่าน คือมันมีงานก่อนที่เราจะป่วย เราก็ต้องลาเขาเพราะเราป่วยทำงานให้เขาไม่ไหว เขาก็ยังรอเรา แล้วก็มีงานใหม่ ๆ เข้ามาตลอดเวลา แจ๊คก็ลองงานเบา ๆ ก่อน ตอนนี้เข้าเดือนที่ 5-6 ก็มีกำลังใจเยอะขึ้น

ป่วยแบบนี้ใช้ค่ารักษาทั้งหมดเท่าไหร่ ?

แจ๊ค : จริง ๆ การรักษาแต่ละโรคมันก็มีราคาที่เป็นแสนอยู่แล้ว แล้วแต่โรคแล้วแต่อาการ ของแจ๊คก็หมดไปเยอะเหมือนกัน เราพลาดอย่างหนึ่งคือเราไม่ได้ทำประกันสุขภาพเอาไว้

หลายคนเมาท์ว่าคุณกลายเป็นลูกตลกตกอับ ?

แจ๊ค : คำว่าตกอับของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน อย่างของแจ๊คคือเราป่วย ไม่สามารถรับอะไรได้ แต่ก็ยังมีงานที่เราถ่ายเอาไว้ก่อนแล้วแล้วมาออนแอร์ก็มี เราไม่ได้คิดมาก เพราะเราทำงานมาตลอด ทำจนป่วย

แจ๊ค เชิญยิ้ม

แจ๊ส ชวนชื่น มีให้กำลังใจยังไงบ้าง ?

แจ๊ค : เขาก็มีส่งข้อความมา มีคอมเมนต์ในโซเชียลต่าง ๆ ด้วยต่างคนต่างทำงาน ซึ่งเขางานเยอะเวลาเจอครอบครัวยังน้อยเลย เราเป็นเพื่อนโอกาสเจอมันก็น้อยกว่า เราก็รู้อยู่แล้วว่าคนที่เป็นเพื่อนกันก็เป็นห่วงกันอยู่แล้ว ก็เลยไม่ซีเรียสเรื่องที่เป็นข่าว ซึ่งประเด็นต่าง ๆ ก็ไม่รู้มาได้ไง ทั้งแบบเข้าวงการมาพร้อมกันแต่คนหนึ่งดังกว่า มีงานเยอะกว่า เอาจริง ๆ เราเป็นเพื่อนกันต่างคนต่างยินดีกันมากกว่า

มาที่เรื่องตัวเองบ้าง ทำไมยังไม่แต่ง ?

แจ๊ค : ด้วยปัญหาหลาย ๆ อย่าง ทั้งงาน สุขภาพร่างกาย มันทำให้เราพักไปก่อน ซึ่งเราคุยกันแล้วว่างานแต่งไม่ต้องใหญ่มาก เราแฮปปี้กันสองคนพอ ถามว่าแต่งเมื่อไรต้องบอกว่ารอให้พร้อมที่สุด อาจจะเป็นงานแต่งเล็ก ๆ ในครอบครัว และขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com…

น้ำตาล หวานสมชื่อ ขอบคุณ “ไผ่ พาทิศ” อยากให้อยู่ด้วยกันทุกๆ ปี

น้ำตาล หวานสมชื่อจริงๆ สำหรับนางเอกสาว น้ำตาล-พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ ที่ล่าสุดเจ้าตัวได้ใช้พื้นที่อินสตาแกรมโพสต์ข้อความสุดซึ้ง

น้ำตาล บอกเล่าเรื่องราวความทรงจำถึงนักแสดงหนุ่มคนรัก ไผ่ พาทิศ พิสิฐกุล

ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับทริปดำน้ำสุดตื่นเต้นของทั้งคู่ ที่ถึงแม้จะต้องเจอกับปัญหาและสถานการณ์ไม่คาดฝัน แต่ท้ายที่สุดก็สามารถผ่านพ้นมาได้ด้วยดี

โดยสาวน้ำตาลยังบอกอีกว่า รู้สึกขอบคุณฝ่ายชายที่คอยอยู่ดูแลเธอเป็นอย่างดี ทั้งในช่วงเวลาดีร้ายของชีวิต และก็หวังว่าในทุกๆ ปีหลังจากนี้จะได้อยู่เคียงข้างกันตลอดไป

“2018 > 2019 | 6 > 7 ขอบคุณมากมายนะพี่”

“วันที่ 31 ปีที่แล้ว ที่จริงก็พึ่งผ่านไปไม่กี่วัน ไปดำน้ำ โดนกระแสน้ำพัดลงไปที่ 49.5 เมตร ลึกสุดใจ น่ากลัวสำหรับนักดำน้ำระดับเบบี๋อย่างน้ำตาลมาก เหลือกันสองคนจริงๆ คือมองไม่เห็นใครเลย น้ำก็แรงมาก เกาะทรายเกาะหินก็ไม่อยู่ ได้แต่เอาพ้อยเตอร์ปักกับทราย แล้วเกาะกันอยู่อย่างนั้น”

น้ำตาล

“แล้วพี่ก็ส่งสัญญาณว่าเราจะขึ้นไปจากตรงนี้ โอเคนะ โอเคก็ได้ไปค่ะ เราพยายามตีฟินไปทางที่พี่ชี้ (ทางที่เห็นกลุ่มเราเป็นครั้งสุดท้าย) สุดท้ายพี่ก็พามาเจอกลุ่มเราที่ 18 เมตร อย่างปลอดภัย พร้อมกับ Dive Computer ที่ดังเตือนตลอดเวลา เหตุการณ์นี้ เป็นประสบการณ์ที่สอนอะไรหลายอย่าง ต้องมีสติ ต้องไปด้วยกัน อุปกรณ์ดำน้ำที่พร้อม และบัดดี้เป็นอะไรที่สำคัญมาก ถ้าเราเชื่อใจกัน เราก็รอด ปลอดภัย และอยากดำต่อไป”

“สรุปแล้ว ขอบคุณนะพี่ ทุกเหตุการณ์ในชีวิต ทั้งร้ายและดี ก็ผ่านมาด้วยกัน พี่คือคนที่มีสติกว่า นิ่งกว่า อดทนกว่าเสมอ55 เลยทำให้โตไปด้วยเลย อยากผ่านปีใหม่ด้วยกันทุกปี โตไปด้วยกันนะ เลิฟ”

ขณะที่ทางด้านของ ไผ่ พาทิศ ก็ไม่น้อยหน้า ขออวดภาพถ่ายน่ารักๆ ของเจ้าตัวและสาวน้ำตาลลงบนอินสตาแกรมเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งเขียนแคปหวานๆ แทนความในใจเอาไว้ด้วยว่า “ความสุขไม่ได้อยู่ที่ปีใหม่ มันอยู่ที่ ‘ใจ’ ที่ใหม่เสมอเนอะ”

น้ำตาล

เช่นเดียวกันกับโมเมนต์ล่าสุด เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 35 ปี ของหนุ่มไผ่ งานนี้สาวน้ำตาลก็ขอจัดเต็มความโรแมนติก ด้วยการโพสต์ภาพคู่และเขียนแคปชั่นอวยพรวันเกิดหวานซึ้งลงบนอินสตาแกรม โดยระบุใจความว่า…

“สุขสันต์วันเกิด และวันดี 6 ปีนะจ๊ะ เวลาผ่านไปไวเนอะลุงเนอะ เป็นหนุ่ม 35 แล้ว เจอกันตั้งแต่เลข 2 ตอนนี้อายุอานามนำน้องไป จนน้องจะเข้าเลข 3 อีกคนแล้ว ขออวยพรวันเกิดก่อน ขอให้พี่มีความสุข ประสบความสำเร็จทุกๆ เรื่องในชีวิต รู้ว่าพี่เต็มที่กับทุกๆ สิ่งที่รักที่ชอบ ลุยเลยลูกพี่ แต่ลดลงหน่อยก็ดี จะได้มีเวลาว่างเยอะๆ ขอบคุณที่สนับสนุนกัน เป็นกำลังใจให้กัน ดูแลกันมาตลอด ดูแลเขาไปนานๆ นะ เขาอ่อนแอ”

ซึ่งงานนี้ไม่เพียงแต่จะมีบรรดาแฟนๆ เข้ามาคอมเมนต์ร่วมอวยพรวันเกิดให้กับหนุ่มไผ่ใต้โพสต์ดังกล่าวเท่านั้น แต่เหล่าเพื่อนพ้องซุปตาร์ ไม่ว่าจะเป็น ปรางค์ กัญญ์ณรัญ, ไอซ์ อามีนา และ อุ้ม ลักขณา ก็ยังเขียนคำอวยพรวันเกิดมอบให้กับฝ่ายชายอีกด้วย

เรียกได้ว่างานนี้นอกจากแฟนๆ ที่รอดูภาพคู่ จะไม่ผิดหวังแล้ว หลายคนก็ยังได้ฟินกับความสัมพันธ์น่ารักของทั้งคู่ไปแบบเต็มๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

มารี เอสเธอร์ บุญยังไม่ถึงเวทีจักรวาลแต่ก็ชนะใจคอนางงามไทยแลนด์

มารี เอสเธอร์ ควันหลงแห่งปี 2561 ที่กำลังผ่านไป มีหลายสิ่ง สิ่งหนึ่งก็คือสิ่งนี้ ที่เริ่มจากคำว่า..กฏต้องเป็นกฏ

มารี เอสเธอร์ ก่อนหน้านี้ แพรวดอทคอม ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับ “มารี เอสเธอร์ บังกูรา” มิสเซียร์ราลีโอน 2018 ไปแล้วครั้งหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า เธอไม่มารายงานตัวในกิจกรรมเก็บตัวมิสยูนิเวิร์ส 2018 ที่เมืองไทย และถึงแม้ว่าทางกองประกวดจะอะลุ่มอล่วยยืดกำหนดออกไป แต่ก็ยังคงไร้วี่แววการมาของเธอ ทว่าล่าสุดเธอได้เดินทางมาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

มารี ได้รับตำแหน่ง มิสยูนิเวิร์ส เซียร์ราลีโอน 2018 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เธอมีเวลาเพียง 15 วันเพื่อเดินทางมารายงานตัวที่กรุงเทพมหานคร ตามกำหนดจริงในวันที่ 2 ธันวาคม และทางกองประกวดได้ยืดเวลาเป็นกรณีพิเศษให้ถึงวันที่ 3 ธันวาคม ทว่าเธอไม่สามารถมาทันตามกำหนด

โดยล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ถึง 6 วัน กติกาของการประกวดนางงามจักรวาลที่บันทึกไว้ก็ต้องถูกนำมาใช้ แม้ว่าจะเห็นใจเป็นอย่างยิ่งแต่ก็ต้องใจแข็ง จุดนี้มีนางงงามผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สหลายคนที่โดนแล้วหล่ะ รวมถึงนางงามเซียร์ราลีโอน “มารี เอสเธอร์ บังกูรา” (Marie Esther Bangura) ที่เดินทางมาถึงกองประกวดนางงามจักรวาล 2018 ที่จัดประกวดในบ้านเรา ล่าช้าเกินกำหนดการลงทะเบียนซึ่งหมดเขตไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 61

แม้ว่าเจ้าตัวจะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการเดินทางมาเข้าร่วมประเทศ แม้ประเทศจะอยู่ภาวะเพิ่งผ่านสงคราม ต้องนั่งเรือและต่อเครื่องบินกว่า 4 ประเทศกว่าจะเดินทางมาถึงประเทศไทยในวันที่ 8 ธันวาคม แต่ทางกองประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ก็ตัดสิทธิ์

สาว”เอสเธอร์”มาด้วยใจสู้เต็มร้อย มาพร้อมกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ เมื่อถูกทางกองประกวดตัดสิทธิ์ เอสเธอร์ถึงขั้นร่ำไห้ แต่ก็บอกว่าเมืองไทยอบอุ่นมาก

ไม่เพียงแค่รู้สึกว่าอบอุ่น หากแต่เอสเธอร์ยังได้รับไออุ่น และมิตรภาพจากแฟนคลับนางงามที่คอยเทกแคร์ จัดหาชุด ทำสายสะพายให้ พาทัวร์รอบกรุง ชิมอาหารอร่อย ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก กับมิตรภาพความเอื้ออาทร จากแฟนคลับนางงามที่แสนดีและน่ารัก ส่งผลทำให้เจ้าตัวลืมความห่อเหี่ยวที่ถูกตัดสิทธิ์การประกวดนางงามจักรวาลไปเลย

มารี เอสเธอร์ 
เวลาผ่านไปราวติดปีก เมื่อถึงเวลาที่เธอเดินทางกลับ แต่เธอไม่อยากกลับเลย เธออาลัยอาวรณ์อยากอยู่เมืองไทย ที่มีความอบอุ่น มีมิตรภาพที่งดงาม แต่อย่างไรเธอก็ต้องกลับ เธอกลับไปพร้อมกับความทรงจำ พร้อมกับคว้าหัวใจชาวไทยไปด้วย เพราะชาวไทยชื่นชอบในความสดใส น่ารักของเธอ

และขณะเดียวกันการมาไทยในครั้งนี้ของเอสเธอร์ ก็ทำให้แฟนคลับนางงานได้เปิดเฟซบุ๊กให้เอสเธอร์ด้วย ส่วนเหตุผลก็เพราะว่ามีแฟนๆคอนางงามถามว่า”เอสเธอร์”ไม่มีเฟซบุ๊กเหรอ?

ก็เป็นอันว่าตอนนี้เธอมีเฟซบุ๊กแล้ว ถึงแม้นเป็นนางงามบุญยังไม่ถึง ไม่ได้ขึ้นเวทีการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 แต่ว่าชนะใจผู้คน คอนางงามคนไทย และคาดว่าเธอยังไม่ทิ้งฝัน และคอนางงามชาวไทยที่รักเธอก็ยินดีส่งกำลังใจให้เธอก้าวตามฝันต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamdara.com…

โอ อนุชิต เปิดใจ ยอมรับมีหนุ่มใหญ่ สายเปย์ จ้างกินข้าวมื้อละแสน !!

โอ อนุชิต ยอมรับมีหนุ่มใหญ่จ้างกินข้าวมื้อละแสน พร้อมเผยตอนนี้มีคนดูแลหัวใจแล้ว เด็กกว่า 10 ปี ชอบคำว่า สเปกตรัม แต่ไม่ขอบอกเป็นชายหรือหญิง

โอ อนุชิต โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมานานพอสมควร สำหรับนักแสดงหนุ่มเจ้าบทบาท โอ อนุชิต ที่พักหลังๆ มานี้หนุ่มโอรับแต่บทเกย์ จนหลายคนติดภาพและเกิดคำถามในใจว่าตกลงแล้วหนุ่มโอแมนหรือเปล่า ล่าสุด เจ้าตัวได้มาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ทางช่อง One31 ที่มี บุ๋ม ปนัดดา และธัญญ่า ธัญญาเรศ เป็นพิธีกร

เป็นแดนเซอร์มาก่อน ?

โอ : ใช่ครับ โอเคยเป็นมาก่อน เป็นสิ่งแรกที่รู้ มันเป็นความฝัน อยากเป็นแดนเซอร์ แล้วก็พอมีโอกาสได้ทำให้ฝันเป็นจริงก็ดีใจมาก ตอนแรก ๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่าเราชอบเต้น รู้แต่ว่าตั้งแต่เด็ก ๆ เวลาโรงเรียนให้เต้นอะไรเราก็เต้นโดยไม่รู้สึกเขินอาย ซึ่งเราเรียนรู้การเต้นมาจากเพื่อนที่โรงเรียนเปิดคอนเสิร์ต ไมเคิล แจ็คสัน ตอนนั้นเรารู้สึกว่าอยากเต้นได้แบบนั้น นั่นเป็นสิ่งแรกที่เราอยากเป็น ความฝันตอนนั้นคืออยากเป็นแดนเซอร์ให้ ทาทา ยัง แต่พอโอเข้ามาแกรมมี่ ทาทา ยัง ก็ออกจากแกรมมี่ ซึ่งเราก็เดินเล่นอยู่ในนั้นยังไม่ได้เป็นแดนเซอร์ให้ใครแบบจริง ๆ จัง ๆ จนกระทั่งผู้ใหญ่ถามว่าแกมีพาสปอร์ตมั้ย แล้วเขาก็ถามว่าเสาร์-อาทิตย์ ว่างมั้ย ไปเต้น ไชน่า ดอลส์ ที่สิงคโปร์ นั่นคืองานแรก

โอ อนุชิต

หลังจากนั้นถือเป็นแดนเซอร์มืออาชีพเลยไหม ?

โอ : ก็ถือว่ามืออาชีพเลย เริ่มไม่เรียนหนังสือ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเลย พอเราเริ่มแฮปปี้อยู่บ้านเราเต้นทั้งวัน แต่อันนี้กลายเป็นเราเต้นและได้ตังค์ด้วยก็เลยไม่สนใจเรียน ซึ่งโอเริ่มเป็นแดนเซอร์ปี 1998-2001 จากนั้นก็เริ่มเข้ามาทำงานในวงการ

หลัง ๆ มานี้ส่วนใหญ่โอรับเล่นหนังพวกเกย์จนคนติดภาพ ทำไมเราถึงรับเล่น ?

โอ : ตอนแรก ๆ เรารับ 1-2 เรื่อง คือเรื่องแรกบทมันดีมากก็เลยเล่น พอเรื่องที่สองติดต่อมาต้องยอมรับว่าพอเป็นบทแบบนี้มันเป็นบทที่ดีบทหนึ่งในโปรเจกต์นั้น เราก็ไม่ได้รู้สึกติดขัดที่จะไม่รับเล่น แต่ทีนี้พอเราเล่นอะไรแบบนี้ได้ก็มีติดต่อมาเรื่อย ๆ ถ้าให้พูดกันตรง ๆ ถ้าไม่เล่นบทแบบนี้ก็จะไม่มีงาน เราก็เลยพยายามทำบทเกย์แต่ละเรื่องให้แตกต่างกัน

โอ อนุชิต

ซึ่งในแต่ละเรื่องก็จะมีบทเลิฟซีน ?

โอ : น้อยมากครับ หนักสุดก็จะมีเรื่อง มะลิลา นั่นคือเลิฟซีนมากที่สุดในชีวิต ขนาดที่หลายคนเชื่อว่าทำกันจริง ๆ หรือเปล่า แต่ทีนี้พอเราได้เล่นเลิฟซีน เราเลยรู้ว่าการแสดงฉากเลิฟซีนเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในบรรดาการแสดง

มีเสียงเมาท์ว่าคุณรับเล่นเรื่องนี้เพราะอยากเล่นเลิฟซีนกับเวียร์ ?

โอ : คือตอนที่มีการพูดคุยกันก็ต้องรู้ว่าเราต้องเล่นกับใคร ถามว่าเวียร์มีส่วนทำให้เรารับเล่นมั้ย ก็มีส่วน แต่ไม่มีส่วนว่าฉันอยากเล่นเลิฟซีนกับเวียร์มันไม่ใช่ คือเวียร์เป็นนักแสดงที่เก่งมาก ถามว่าอารมณ์จริง ๆ มีมั้ย คือการแสดงมันต้องมีอารมณ์ที่จริง โอถึงบอกได้ว่าการเลิฟซีนมันยากมากในการที่เราต้องตัดความอายและทิ้งทุกสิ่งเพื่อจะยอมรับในโมเมนต์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่เขินอาย

โอ อนุชิต

เรื่องหัวใจเห็นบอกว่ามีแฟนแล้ว คบกันปีกว่า ?

โอ : เราก็มีคนที่เราพูดคุยอยู่ มีแฟนมั้ยก็คงเรียกแฟนได้ เราชอบโมเมนต์ที่พูดคุยว่าเป็นแฟนกันมั้ย แล้วได้คำตอบมาว่าเป็น สำหรับเรามันเป็นโมเมนต์ที่ดี คนนี้เขาเป็นเพื่อนของเพื่อน อยู่ในแวดวงใกล้ ๆ ตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาอยู่ในวงการบันเทิง คุยกันมา 6 เดือน แล้วเราก็เริ่มคุยกันจริงจัง แต่ไม่ค่อยถ่ายรูปลงไอจี คือเรามีการพูดคุยกันว่าการเป็นแฟนมันไม่จีรังเท่าการเป็นเพื่อน

จริง ๆ สวีตไหม ?

โอ : ก็เป็นลุงแก่ ๆ คนนึง ชอบสอนแล้วก็ขี้บ่น โอชอบสอน รู้สึกว่าถ้าเราสอนได้เราก็อยากสอน เขาเด็กกว่าเรา 10 ปี ซึ่งโอชอบความเป็นเด็กที่มีความเป็นผู้ใหญ่

โอ อนุชิต

มีคนฝากถามมาว่าสวยหรือหล่อ ?

โอ : เขามีลักษณะที่ทั้งสวยและหล่อในคนเดียวกัน

ผู้ชายหรือผู้หญิง ?

โอ : จริง ๆ ในช่วงนี้ ในต่างประเทศเขาชอบตอบคำว่า สเปกตรัม คือการลื่นไหลในสภาพเพศ วันนึงเราอาจจะชอบผู้หญิงโดยที่เราไม่รู้หรอกว่าอนาคตเราจะชอบผู้ชายหรือเปล่า หรือหลาย ๆ คนที่เขาเป็นผู้ชาย วันนึงฉันแต่งงานและเป็นเกย์ตอนโต แต่ทุกวันนี้เราชื่นชอบหรือรักบุคคลนี้ บางทีมันอาจจะเป็นเพศไหนก็ได้ คือไม่ว่าใครจะเชื่อว่าโอเป็นเกย์หรือผู้ชาย โอก็จะเป็นเพศนั้นที่ดีแค่นั้นเอง

โอ อนุชิต

ได้ข่าวว่ามีหนุ่มใหญ่เคยจะจ้างโอไปกินข้าวมื้อละแสน อันนี้จริงไหม ?

โอ : ตอนที่คนคนนี้โทรศัพท์มา จริง ๆ แล้วสิ่งเหล่านี้โอไม่ได้อยากออกมาพูด ถามว่ามีมั้ย ก็เคยมีคนอยากจะรู้จัก อยากกินข้าวด้วย ตอนนั้นเราก็ถามเขาว่ากินข้าวแค่สองคน เขาก็พูดประมาณว่าเป็นงานเลี้ยงบริษัท แต่ดูพูดแบบอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ในการตอบคำถาม เราก็เริ่มรู้สึกไม่ชัดเจน

ติดตามรายการ คุยแซ่บShow ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.00-15.00 น. ทางช่อง One31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com…

กาย รัชชานนท์ โวยเจอรถสองแถว เชียงใหม่ โก่งราคาสุดแพง ลั่นใครจะนั่งกับมึง !!

กาย รัชชานนท์ อัดคลิปถามหามาตรฐานราคารถแดงที่ จ.เชียงใหม่ หลังเจอหลายคันเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ด้านชาวเน็ตต่างเห็นด้วย ไม่แปลกใจทุกวันนี้คนเที่ยวน้อยลง

กาย รัชชานนท์ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ ออกมาอัดคลิปแฉพฤติกรรมของคนขับรถสองแถวคันหนึ่ง ซึ่งจะคิดเงินค่าเดินทางจากวัดสวนดอก ไปย่านนิมมานเหมินทร์ ระยะยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นเงิน 600 บาท ขณะที่เมื่อเทียบดูแล้วบริการแกร็บคาร์คิดแค่ 52 บาท เท่านั้น

ทำเอานักแสดงหนุ่มคุณพ่อลูกดก กาย รัชชานนท์ ถึงกับออกอาการหัวร้อนไปเลยทีเดียว ที่ล่าสุด (18 ธันวาคม 2561) เจอโก่งราคาค่ารถโดยสารสองแถว ขณะเดินทางไปถ่ายทำรายการที่ จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ เจ้าตัวยังได้โพสต์คลิปและข้อความไว้ด้วยว่า “บอกก่อนว่าไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกคัน…แต่ก็มีอยู่หลายคันที่เอาเปรียบนักท่องเที่ยวแบบที่กายเจอ ถามหน่อยว่าควรมีมาตรฐานในการคำนวณค่าเดินทางไหม ? ถ้ามีแล้วมันคืออะไรเพราะไม่มีใครรู้ ? แล้วถ้าคุณเจอแบบนี้คุณจะเลือกนั่งแบบไหน 600 หรือ 52 บาท ? #อร่อยเด็ดเข็ดด๋อย”

โดยในคลิป หนุ่มกาย ได้เปิดเผยว่า ได้ไปถ่ายทำรายการที่ จ.เชียงใหม่ และเห็นมีการติดป้ายทั่วเมืองว่า อย่าเรียก grab เพราะ grab ผิดกฎหมาย ตนจะไม่เรียกเพราะอยากเคารพกติกา เลยลองเรียกสองแถวดูและได้มีการสอบถามราคาค่ารถก่อน โดยระยะทางที่ไปประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งคนขับบอกว่าราคา 600 บาท ตนจึงลองไปเช็กราคาใน grab ดู ปรากฏว่าในแอปฯ นั้นขึ้นราคามาให้ที่ 52 บาท ถามหน่อยใครจะนั่งกับ มึง !! บ้าหรือเปล่าวะ เราเองก็ไม่กล้าเรียก grab งั้นไม่เป็นไร เดินเอา

งานนี้ก็มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าวในคลิปของ หนุ่มกาย เป็นจำนวนมาก โดยบอกว่า ตัวเองก็เจอปัญหาเช่นเดียวกับ หนุ่มกาย เหมือนกัน เวลาที่เดินทางไปเชียงใหม่ เวลาเรียก grab ก็เจอรถเจ้าถิ่นดัก บางทีก็เจอปล่อยทิ้งกลางทางทั้ง ๆ ที่ตกลงราคาและเส้นทางเรียบร้อยแล้ว จึงอยากให้ทางการออกมาดูแลมาตรการเรื่องนี้ นอกจากนี้ ยังมีบางรายที่เป็นคนในท้องที่ออกมาให้ความเห็นว่า ตัวเองก็ไม่เคยใช้บริการรถสองแถวเลย เพราะเจอปัญหาแบบนี้ตลอดทั้ง ๆ ที่เป็นคนในท้องที่ บางรายก็ยอมเสี่ยงเรียก grab เพราะได้มาตรฐานมากกว่า อีกทั้งยังมีคนแนะนำว่า เวลาขึ้นไม่ต้องถามราคา ให้ขึ้นเลยแล้วกดกริ่งลง จ่ายเงินแค่ 30 บาทก็พอ

กาย รัชชานนท์

เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 19 ธันวาคม 2561 เว็บไซต์ข่าวช่องวัน รายงานว่า นางพรรณี พุ่มพันธ์ ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ได้สั่งให้ตรวจสอบหารถสี่ล้อแดงคันดังกล่าวแล้ว เพราะถือว่าทำความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ระบบขนส่งมวลชนของเมืองเชียงใหม่ ยืนยันว่าในตัวเมืองรถสี่ล้อแดงต้องคิดค่าโดยสารคนละไม่เกิน 30 บาท แต่หากเหมาคันในเขตเมือง คือ ไม่เกินวงแหวนรอบสอง จะต้องไม่เกิน 200 บาท โดยหากเจอตัวคนขับจะว่ากล่าวตักเตือนและคาดโทษ แต่หากพบว่าเคยทำผิดมาก่อนจะต้องสั่งพักใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ทันที

ด้าน นายสิงห์คำ นันติ ประธานสหกรณ์สี่ล้อแดง กล่าวว่า ขอให้ดาราดังให้ข้อมูลกับทางสหกรณ์เพื่อตรวจสอบและดำเนินการ หากพบว่าเรียกค่าโดยสารเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจริง ก็จะถูกลงโทษทั้งตามกฎหมายขนส่งและตามระเบียบ แต่หากโพสต์คลิปไปโดยไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยัน ก็ทำให้ทางสหกรณ์และผู้ประกอบการสี่ล้อแดงที่มีอยู่กว่า 2 พันคันใน จ.เชียงใหม่ ต้องเสียหายในภาพรวม ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการใช้บริการของผู้โดยสาร

ขอบคุณแหล่งที่มา https://hilight.kapook.com