ป้ายกำกับ: อาชญากรรม

เตรียมสอบ ผู้ใหญ่บ้าน ยิงหนังสติ๊กใส่เด็กตาบอด ด้านสองฝ่ายยังให้ข้อมูลขัดแย้ง

เตรียมสอบ ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอบุรีรัมย์เตรียมตั้งกรรมการสอบผู้ใหญ่บ้านใช้หนังสติ๊กยิงเยาวชน 16 ตาบอด ด้านทั้งสองฝ่ายยังให้ข้อมูลขัดแย้ง

เตรียมสอบ ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ สั่งให้ปลัดอำเภอลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงกรณี ผญบ. ใช้หนังสติ๊กใส่ลูกแก้วยิงเยาวชนวัย 16 ปีซึ่งเป็นหลานชายตาบอด เตรียมตั้งกรรมการสอบวินัย

ด้านผู้ช่วย ผญบ.ที่อยู่ในเหตุการณ์ยันเยาวชนถือมีดไล่ ผญบ. ก่อนจึงยิงสวนป้องกันตัว ขณะตาผู้บาดเจ็บซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เช่นกันก็ยืนยันหลานไม่ได้ลาฟันผู้ใหญ่ แค่ถือมีดขู่เพราะผูกใจเจ็บที่ถูกต่อว่า

เตรียมสอบ

(27 พ.ย. 61) ความคืบหน้ากรณีนางจิ๋ม อายุ 40 ปี ชาวบ้านตะลองตอง ม.8 ต.อิสาณเขต อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เฉลิมพระเกียรติ ให้เอาผิดกับ นายวิรัตน์ ผู้ใหญ่บ้าน

โดยกล่าวหาว่าผู้ใหญ่บ้านทำร้ายร่างกาย นายเขียด ลูกชายวัย 16 ปี โดยใช้หนังสติ๊กใส่ลูกแก้วยิงตาลูกชาย จนทำให้ตาข้างขวาบอดสนิท เหตุเกิดขึ้นช่วงเย็นของวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา

ล่าสุดนายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ได้มอบหมายให้นายทวี ไขว้พันธ์ ปลัดอำเภอ ลงพื้นที่ไปหาข้อมูลเบื้องต้นในพื้นที่ ว่าเรื่องราวเกิดขึ้นจากสาเหตุใดและข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ซึ่งปลัดอำเภอก็ได้ลงพื้นที่ไปสอบถามข้อมูลทั้งฝั่งผู้ใหญ่บ้านที่ถูกกล่าวหา และเด็กผู้เสียหาย

ซึ่งเบื้องต้นทั้งสองฝ่ายยังให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันอยู่ อย่างไรก็ตามเรื่องคดีที่ทั้งสองฝ่ายต่างแจ้งความไว้นั้นต้องรอผลการสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ส่วนเรื่องวินัยที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ใหญ่บ้านนั้น ทางอำเภอก็จะต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามกระบวนการขั้นตอน ซึ่งก็จะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

ด้านนายสมพร ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ระบุว่า วันเกิดเหตุตนเองก็อยู่ในเหตุการณ์ เพราะขณะนั้นตนได้นำเงินที่ได้รับบริจาคไปสมทบทำบุญหมู่บ้านพอดี

โดยก่อนเกิดเหตุนายเขียด ได้ใช้ขวดขว้างปาเข้าไปใส่บริเวณที่ผู้ใหญ่บ้านนั่งอยู่ 2 ครั้ง ก่อนที่จะเดินอ้อมไปด้านหลังผู้ใหญ่ตนจึงตะโกนใส่ว่าจะทำอะไร จากนั้นไม่นานนายเขียด ซึ่งไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ถือมีดวิ่งไล่ฟันผู้ใหญ่บ้าน ตนพยายามตะโกนห้ามปรามแต่นายเขียดก็ไม่ฟัง

กระทั่งจังหวะที่ผู้ใหญ่บ้านวิ่งหนีก็ได้คว้าหนังสติ๊กที่อยู่ในรถออกมายิงสวนใส่นายเขียด เพื่อเป็นการป้องกันตัว หากตนเองเจอสถานการณ์แบบนั้นก็คงทำเหมือนกัน เพราะไม่งั้นอาจจะถูกแทง แต่ก็ไม่คาดคิดว่านายเขียด จะถึงขั้นตาบอดเพราะตอนที่ผู้ใหญ่ยิงสวนก็ไม่ได้ตั้งใจเล็ง

ขณะที่นายเครือง อายุ 85 ปี ตาของนายเขียด เยาวชนที่ถูกผู้ใหญ่บ้านใช้หนังสติ๊กยิงตาบอด บอกว่า วันเกิดเหตุตนเองก็อยู่ในเหตุการณ์เหมือนกัน ยืนยันว่าหลานชายไม่ได้ใช้มีดไล่ฟันผู้ใหญ่บ้าน เพียงแค่ถือมีดไว้ในมือเพื่อขู่ผู้ใหญ่เท่านั้น

เนื่องจากก่อนหน้านี้หลานไม่พอใจที่ผู้ใหญ่พูดจาต่อว่าและดูถูก ในวันที่มีการเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องที่หลานถูกกล่าวหาว่าพรากผู้เยาว์เยาวชนหญิง ที่บ้านผู้ใหญ่ เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่ผู้ใหญ่กระทำกับหลานนั้นรุนแรงเกินกว่าเหตุตนเองรับไม่ได้ และยืนยันว่าจะเอาเรื่องที่สุด ถึงแม้ผู้ใหญ่บ้านจะเป็นลูกเขยก็ตาม

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

ส่อคดีพลิก หนุ่มปีนหาสาวถูกยิงตาย ญาติโต้ฝ่ายหญิงเป็นเมีย แต่พ่อเลี้ยงรัวปืนใส่

ส่อคดีพลิก หนุ่มเคราะห์ร้ายไปหาสาวถูกยิงเสียชีวิต ล่าสุดญาติออกโรงชี้แจงอีกมุม ยืนยันลูกสาวบ้านนั้นกับคนตายเป็นผัวเมียกัน แต่ยังไม่ได้แต่งงาน คาดพ่อเลี้ยงอาจจะคิดแค้นบางอย่าง จึงก่อเหตุรัวปืนใส่

ส่อคดีพลิก จากกรณี นายอภิชัย อายุ 35 ปี ชาว อ.ทุ่งส่ง จ.นครศรีธรรมราช ถูกยิงเสียชีวิต ที่บ้านหลังหนึ่งในหมู่ที่ 3 ต.ท่างิ้ว อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เมื่อคืนวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นผู้ที่ใช้อาวุธปืนก่อเหตุได้เข้ามอบตัว และอ้างว่านายอภิชัยได้ลอบปีนเข้าหาลูกสาวตัวเอง

ส่อคดีพลิก

ล่าสุดเมื่อคืนวานนี้ (19 พ.ย.) ญาตินำศพของนายอภิชัยมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่สำนักสงฆ์พระหอ หมู่ที่ 6 ต.ถ้ำใหญ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของผู้ตาย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา

ญาติของนายอภิชัย เปิดเผยถึงสาเหตุว่า ข้อเท็จจริงผู้ตายไม่ได้บุกเข้าบ้านเพื่อไปข่มขืนใคร แต่เพราะลูกสาวของมือปืนนั้น ก็คือภรรยาของนายอภิชัย ที่คบหากันนานแล้ว แต่ยังไม่ได้แต่งงานจดทะเบียนกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ลูกสาวมือปืนก็ยังเคยมาอยู่กินด้วยกันที่บ้านของนายอภิชัยด้วย

ในวันเกิดเหตุ ภรรยาของนายอภิชัยกลับไปอยู่บ้านที่เกิดเหตุ และนายอภิชัยจึงเดินทางไปที่บ้านหลังนี้ เพื่อขอรถจักรยานยนต์มาใช้ขับไปกรีดยาง แต่ปรากฏว่า แม่ยายไม่ยอมให้รถกลับมา นายอภิชัยจึงให้ภรรยามารับที่บ้านหลังเกิดเหตุ

กระทั่งเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ทราบว่าคนยิงนั้นเป็นพ่อเลี้ยงของภรรยานายอภิชัย ซึ่งการเข้าบ้านหลังนั้น ภรรยาเป็นคนเปิดให้เข้า ช่วงก่อนเกิดเหตุทราบว่าภรรยาของนายอภิชัยไปเข้าห้องน้ำ และเมื่อออกมาก็พบว่านายอภิชัยถูกยิงไปแล้ว

ขณะที่ญาติอีกหลายคนของนายอภิชัย เชื่อว่า นายนัด พ่อเลี้ยงของภรรยานายอภิชัยอาจมีเรื่องโกรธแค้นบางอย่าง เนื่องจากหลังเกิดเหตุ นายนัด กลับแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่า นายอภิชัยบุกเข้าไปในบ้าน ทั้งที่จริงภรรยาของนายอภิชัยอยู่ในบ้านหลังนั้น และต้องการเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สอบสวนดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เอาเมียผิดคิดจนตาย หนุ่มเขียนตัดพ้อเมีย แขวนคอ-จ่อปืนใต้คางลั่นไกดับ

เอาเมียผิดคิดจนตาย หนุ่มน้อยใจเมีย เขียนข้อความตัดพ้อสั่งเสียครั้งสุดท้าย “เอาเมียผิดคิดจนตาย” ก่อนแขวนคอแต่กลัวไม่ตาย ชักปืนปืนแก๊ปจ่อยิงใต้คางสังเวยชีวิต

เอาเมียผิดคิดจนตาย ร.ต.อ.จักรชัย จันนา รอง สว.(สอบสวน) สภ.วังสะพุง จ.เลย พร้อมด้วยแพทย์ รพ.วังสะพุง กู้ภัยสว่างคีรีธรรม จุดวังสะพุง เดินทางไปชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตก่อเหตุแขวนคอและยิงตัวตาย ภายในบ้านหลังหนึ่งใน ต.ศรีสงคราม อ.วังสะพุง ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ตรวจสอบภายในบ้านพบร่างผู้เสียชีวิตคือ นายอุ๊ด อายุ 53 ปี

เอาเมียผิดคิดจนตาย

จากการตรวจสอบสภาพศพพบใช้เชือกไนล่อนแขวนคอตัวเอง โดยมีเลือดไหลออกจากแผลฉกรรจ์ใต้คางเป็นจำนวนมาก ใกล้กันยังพบอาวุธปืนแก๊ปยาวตกอยู่ 1 กระบอก เจ้าหน้าที่จึงช่วยเหลือปลดเชือกและนำร่างลงมาวิเคราะห์บอล พบว่ามีรอยช้ำจากการถูกรัดที่ลำคอและเสียชีวิตเพราะถูกยิงเข้าที่ใต้คาง กระสุนฝังใน

นอกจากนี้ยังพบกระดาษเขียนข้อความด้วยลายมือตกอยู่ในที่เกิดเหตุอีกแผ่น โดยระบุข้อความสั้นๆ ว่า “เอาเมียผิดคิดจนตาย หากชาติมีจริงอย่าได้มาพบเจอกันอีก”

ขณะที่ญาติของผู้เสียชีวิตเปิดเผยว่า นายอุ๊ดป่วยมีอาการจิต ก่อนหน้าที่เคยคิดสั้นฆ่าตัวตายมาแล้วหลายรอบ ประกอบกับรู้สึกน้อยใจภรรยาสะสมมาเป็นเวลานาน คาดว่าน่าจะเขียนข้อความดังกล่าวเพื่อตัดพ้อ ก่อนจะคิดแขวนคอตัวเองกับขื่อบ้าน แต่เกรงว่าจะยังไม่ตาย จึงใช้อาวุธปืนยิงเข้าใต้คางตัวเองเสียชีวิตดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างหาสาเหตุแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้ต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

รวบตัวแล้ว มือสาดน้ำกรดหญิงดับหน้าโรงพยาบาล ญาติแบกโลงศพร้อง

รวบตัวแล้ว “อัจฉริยะ” พร้อมญาติผู้ตายแบกโลงศพ “หญิงถูกสาดน้ำกรด” ร้อง รพ.พระราม 2 ด้านโรงพยาบาลยันคนไข้มีสติโต้ตอบได้ ประสงค์ไปรักษาตามสิทธิ์บัตรทอง ขณะที่ล่าสุดจับตัวคนร้ายได้แล้ว

รวบตัวแล้ว จากเหตุการณ์ที่เพจเฟซบุ๊ก ชมรมช่วยเหลืออาชญากรรม ได้เผยแพร่เรื่องราว น.ส.ช่อลัดดา อายุ 38 ซึ่งเชื่อว่าถูก นายคำตัน สามีเอาน้ำกรดสาดที่ใบหน้าเพราะความหึงหวง แล้วได้หลบหนีไป โดย น.ส.ช่อลัดดา ต้องกัดฟันทนพิษบาดแผลประคองตัวเองให้ลูกสาว วัยเพียง 12 ปี พาไปโรงพยาบาลตามสิทธิ์ประกันสังคม

รวบตัวแล้ว

แต่แท็กซี่เห็นว่าอาการหนักจึงปรารถนาดีนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แต่กลับถูกปฏิเสธการรักษา โดยให้ผู้ป่วยขึ้นแท็กซี่ไปรักษาตัว ที่ ร.พ.อื่น กระทั่งผู้บาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหวจนเสียชีวิต โดยวันนี้ (11 พ.ย.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมด้วยครอบครัวของผู้เสียชีวิต ได้เดินทางมายังโรงพยาบาล พร้อมนำศพมาเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ

นายอัจฉริยะ กล่าวว่าวันนี้ที่เดินทางมาเพื่อต้องการให้ทางโรงพยาบาลออกมาชี้แจงกับกรณีที่เกิดขึ้น เพราะตามกฎหมายน.ส.ช่อลัดดา ถือเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินทางโรงพยาบาลต้องแสดงความรับผิดชอบไม่ใช่ส่งผู้ป่วยไปรักษาที่อื่นจนทำให้เขาต้องเสียชีวิต สำหรับทางคดีถือเป็นความผิดได้ทั้งทางแพ่ง และทางอาญา ซึ่งวันนี้ทางครอบครัวต้องได้รับคำตอบจากทางโรงพยาบาล

ทางด้าน น.พ.พีระ คณานวัตน์ ศัลยแพทย์ทั่วไปประจำโรงพยาบาลพระราม 2 กล่าวว่า เบื้องต้นตนเองได้รับเรื่องราวจากสื่อที่นำเสนอและจากบันทึกของทางพยาบาล ซึ่งระบุว่า ผู้ตายและลูกสาว ได้เดินทางมาโรงพยาบาลช่วยเวลาประมาณตี 5 ทางประตูด้านหลังของห้องฉุกเฉิน ด้วยสภาพร่างกายเต็มไปด้วยคราบสีขาวของยาสีฟัน จากนั้นทางพยาบาลเวรจึงทำการสอบถามอาการเบื้องต้น

โดยทางผู้ตายยังคงมีสติสามารถโต้ตอบได้ พร้อมบอกว่าตนเองมีอาการปวดแสบปวดร้อน ทางพยาบาลจึงทำการรักษาปฐมพยาบาลเบื้องต้น วิเคราะห์บอลพร้อมประเมินสภาพบาดแผลมาจากสารเคมี ระดับ 1 ตรวจวัดความดันอยู่ในระดับปกติ ซึ่งประเมินแล้วพบว่าอาการลักษณะนี้ยังไม่สาหัส

นอกจากนี้ทางผู้ตายมีสิทธิในการรักรักษาพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลบางมด ซึ่งอยู่ไม่ไกล แต่หากต้องการรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระราม 2 แห่งนี้ต้องเสียค่าส่วนต่างในการรักษา ทำให้ทางผู้ตายประสงค์จะเดินทางไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลบางมด ทางเจ้าหน้าที่จึงช่วยกันนำตัวผู้ตายไปยังจุดขึ้นแท็กซี่บริเวณหน้าโรงพยาบาลพร้อมกับให้เงินสดจำนวน 40 บาทแก่ลูกสาวเพื่อใช้ในการเดินทาง โดยขอยืนยันว่าผู้ตายไม่ได้เสียชีวิตบนแท็กซี่ตามที่รายงานข่าว

โดยในระหว่างที่ น.พ.พีระ ให้สัมภาษณ์ ได้เกิดการโต้เถียงกันกับญาติของผู้เสียชีวิต ถึงสาเหตุที่ทางโรงพยาบาลไม่รับรักษานางสาวช่อลัดดา

ขณะที่ พ.ญ.วัลลภา ไชยมโนวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระราม 2 เปิดเผยว่า ทางโรงพยาบาลรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่าทางโรงพยาบาลไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธคนไข้ เนื่องจากสามารถเรียกเก็บค่ารักษาได้จากทางรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ผู้ตายมีความประสงค์ที่จะไปรักษาตามสิทธิ์บัตรทอง เมื่อพยาบาลประเมินสภาพบาดแผลแล้วพบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ จึงช่วยประสานกับโรงพยาบาลปลายทางให้

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า นายคำตัน สามีที่ก่อเหตุ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ท่าข้าม สามารถจับกุม และนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

กระบะเสียหลัก อัดยับรถเก๋งชนสนั่น 3 คันรวด-ดับคาที่ 2 ศพ

กระบะเสียหลัก ร.ต.อ. นพรัตย์ ใจผ่อง พนักงานสอบสวน สภ.ปลวกแดง จ.ระยอง รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุ รถยนต์ชนกันจำนวน 3 คัน มีผู้ติดภายในได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ที่บริเวณใกล้เคียงโรงไฟฟ้า วังตาผิน ต.ปลวกแดง จ.ระยอง จึงรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ

กระบะเสียหลัก ที่เกิดเหตุ พบรถยนต์เก๋ง ฮอนด้า แจ๊ส สีน้ำเงิน ทะเบียน กน 5433 จันทบุรี สภาพด้านหน้าห้องเครื่องเสียหายพังยับเยิน จอดอยู่ข้างทาง โดยมีผู้ติดภายในรถคันดังกล่าว ทราบชื่อ นายกรีฑา อายุ 36 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.ขลุง อ.ขลุง จ.จันทบุรี และ นางสาวสุพรรณี 31 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.เวียง อ.เชียงราย จ.เชียงราย อาการสาหัสทั้งคู่

กระบะเสียหลัก

เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง และชาวบ้านได้ช่วยกันนำผู้บาดเจ็บทั้งสองรายออกมา รีบนำส่ง รพ.ปลวกแดง แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมาทั้งสองราย

ในที่เกิดเหตุยังพบรถยนต์กระบะ โตโยต้า วีโก้ สีดำ ทะเบียน บว 4911 ระยอง จอดอยู่ริมถนน สภาพด้านหน้ารถและกระบะด้านท้าย ได้รับความเสียหายมาก ทราบชื่อผู้ขับขี่ นายชัยยุทธ อายุ 37 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.ปลวกแดง จ.ระยอง ได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าอก อาสากู้ภัยจึงช่วยกันนำส่ง รพ.ปลวกแดง

และยังพบรถยนต์กระบะ โตโยต้า วีโก้ สีขาว ทะเบียน 4 กจ 982 กทม. ส่วนหัวตกลงไปไหล่ทาง ส่วนคนขับไม่ได้รับบาดเจ็บและยังไม่ทราบว่าเป็นใคร

โดยชาวบ้านใกล้ที่เกิดเหตุบอกว่า ได้ยินเสียงชนกันดังมากจึงรีบออกมาดู ก็พบว่ามีรถยนต์ชนกัน 3 คันมีคนติดภายใน จึงแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทำการช่วยเหลือ

ในเบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่สอบสวน จะได้สอบปากคำผู้ที่ได้รับบาดเจ็บถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งติดตามหาข้อมูลจากกล้องวงจรปิด ในบริเวณที่เกิดเหตุ มาตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

เปิดคลิปสลด เก๋งแซงขวาในซอยแคบ ชนจยย.แม่ดับคาที่ ต่อหน้าลูกอีก 2

เปิดคลิปสลด คลิปอุทาหรณ์แซงในซอยแคบ เก๋งพุ่งชนจักรยานยนต์ 3 แม่ลูกขณะรอเลี้ยว แม่เสียชีวิต ลูกบาดเจ็บ 2 ราย

เปิดคลิปสลด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (5 พ.ย.) เฟซบุ๊ก TuaLek Pramuan ได้เผยแพร่คลิปวิดิโออุทาหรณ์ในการขับขี่รถบนท้องถนน เป็นวินาทีอุบัติเหตุรถยนต์เก๋งสีดำคันหนึ่ง พุ่งชนรถจักรยานยนต์สีแดงที่สามแม่ลูกขี่ซ้อนกันมา

เปิดคลิปสลด

จนทำให้ผู้เป็นแม่เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ ส่วนลูกชายและลูกสาวที่ซ้อนท้ายมาได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.56 น. วานนี้ ( 6 พ.ย.) บริเวณถนนป่าตัน ซอย 5 ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ในคลิปจะเห็นว่าผู้ที่ใช้เฟซบุ๊ก TuaLek Pramuan ได้ขับรถตามสามแม่ลูกมาบนถนน กระทั่งใกล้จุดเกิดเหตุ เห็นรถจักรยานยนต์เปิดไฟเลี้ยวขวา จึงได้ชะลอรถให้ช้าลง เพื่อให้รถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าซอยไปก่อน แต่ปรากฏว่ามีรถยนต์เก๋งสีดำ ทะเบียน กษ 2822 เชียงใหม่ ขับแซงขวาขึ้นมาด้วยความเร็ว จนพุ่งชนรถจักรยานยนต์สามแม่ลูกที่ซ้อนท้ายกันมาอย่างเต็มแรง

จนทำให้ นางสาวฐานินทรา อายุ 32 ปี ผู้เป็นแม่หมดสติทันทีกลางถนน ส่วนลูกชายและลูกสาวกระเด็นไปคนละทิศละทาง ก่อนที่รถเก๋งคันสีดำจะขับต่อไปและจอดรถ ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร และชายวัย 60 ปี สวมกางเกงขาสั้นสีเขียว เสื้อสีน้ำเงิน ได้ลงจากรถมาดูผู้ได้รับบาดเจ็บและใช้มือกุมใบหน้าด้วยความเสียใจเพราะเห็นผู้บาดเจ็บเป็นแม่และเด็ก

หลังเกิดเหตุ เจ้าของรถที่ตามมาและประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ ได้รีบเข้าไปช่วยกันยกรถจักรยานยนต์ที่ล้มทับเด็กออกและช่วยกันกั้นไม่ให้รถผ่าน เพราะเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุซ้ำอีก ก่อนจะช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ส่งโรงพยาบาลแต่นางสาวฐานินทราทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนลูกชายและลูกสาวล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ญาติแคลงใจ นศ.สาวรถล้มตายปริศนา สรุปเป็นอุบัติเหตุ ทั้งที่มีแผลฉกรรจ์

ญาติแคลงใจ แฟนหนุ่มและญาตินักศึกษาสาวเชียงใหม่ร้องสื่อ หลังรถล้มเสียชีวิตเป็นปริศนา ตำรวจสรุปสำนวนเป็นอุบัติเหตุ ทั้งที่ร่างกายมีแผลฉกรรจ์หลายจุด เหมือนถูกทำร้ายมาก่อน

ญาติแคลงใจ (2 พ.ย.) นายอั้ม (นามสมมุติ) อาสาสมัครกู้ภัยไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ แฟนหนุ่มของนางสาวบุษยา หรือ น้องอุ๋ย อายุ 23 ปี นักศึกษาชั้นปีที 4

มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่เสียชีวิตหลังประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้ม เมื่อช่วงกลางดึกคืนวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้พาผู้สื่อข่าวไปชี้จุดเกิดเหตุ บริเวณถนนวงแหวนรอบ 3 ช่องทาง เลี้ยวซ้ายก่อนถึงหน้าโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุงกิจ อำเภอสารภี ซึ่งยังพบร่องรอยเศษชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ฮอนด้า สีดำ-แดง ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ

ญาติแคลงใจ

นายอั้ม เปิดเผยว่า ในคืนวันเกิดเหตุแฟนสาวไปร่วมงานเลี้ยงกับเพื่อนๆ จากนั้นได้ขอตัวกลับบ้านก่อนเวลา ระหว่างที่แฟนสาวขี่รถจักรยานยนต์กลับก็ได้โทรศัพท์ไปหา แฟนสาวได้เปิดโทรศัพท์และวางเอาไว้ที่ช่องเก็บของด้านหน้ารถ ทำให้ตนเองได้ยินเสียงทุกอย่างตลอดเส้นทางที่แฟนสาวขี่รถมา

กระทั่งอยู่ๆ ได้ยินเสียงคนหลายคนคุยกันเสียงดัง ตนจึงรีบวางสายและโทรกลับไปอีกครั้ง ซึ่งมีคนรับสายก่อนจะบอกว่า แฟนสาวประสบอุบัติเหตุ จึงได้รับขี่รถจักรยานยนต์ตามมาช่วยเหลือ เมื่อมาถึงพบว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังช่วยกันปั๊มหัวใจแฟนสาวที่ร่างเต็มไปด้วยเลือด จากนั้นจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่แฟนสาวทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

นายอั้ม ยังกล่าวต่อว่า จากการสอบถามแพทย์ที่ตรวจร่างกายแฟนสาว ทราบว่ามีร่องรอยบาดแผลคล้ายถูกของมีคมบาดเข้าที่หน้าผาก ศีรษะด้านหลัง แผลลึกถึงกะโหลกศีรษะ ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร และที่บริเวณแขนขวา จึงเชื่อว่าแฟนสาวน่าจะถูกทำร้ายร่างกายจนไม่สามารถขี่รถจักรยานยนต์ต่อไปได้ กระทั่งเกิดอุบัติเหตุซ้ำจนทำให้เสียชีวิต

ขณะที่ ครอบครัวของน้องอุ๋ย ที่เดินทางไปรับศพยังโรงพยาบาล แต่หลังจากแพทย์แจ้งว่าผลการตรวจสอบศพน้องอุ๋ย พบบาดแผลเหมือนถูกของมีคมหลายแห่งตามร่างกาย ขัดแย้งกับบันทึกประจำวันของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาสอบสวนในที่เกิดเหตุ และระบุว่าน้องอุ๋ยเกิดอุบัติเหตุรถล้มเอง ญาติจึงนำร่างของน้องอุ๋ยส่งไปยังแผนกนิติเวช โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เพื่อให้แพทย์ผ่าชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทางญาติยังติดใจการเสียชีวิต และเชื่อว่าการเสียชีวิตของน้องอุ๋ยไม่น่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ แต่น่าจะเกิดจากการถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งบริเวณดังกล่าวมักมีกลุ่มวัยรุ่นกวนเมืองรวมตัวกัน ก่อเหตุทำร้ายชาวบ้านในช่วงกลางคืนบ่อยครั้ง

นอกจากนี้ทางญาติได้ร้องผ่านสื่อพร้อมนำคลิปวีดีโอจากกล้องวงจรปิด ย่านถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปางตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอให้สื่อเผยแพร่ และวอนให้ประชาชนที่ขับขี่รถผ่านในช่วงเวลาดังกล่าวช่วยแจ้งเบาะแส เพื่อติดตามคู่กรณีที่ก่อเหตุมาดำเนินคดี

แม่ของน้องอุ๋ย กล่าวว่า น้องอุ๋ยเป็นลูกสาวคนสุดท้องเป็นความหวังของครอบครัว เพราะเรามีฐานะค่อนข้างลำบาก โดยน้องอุ๋ยเรียนจบแล้วเหลือเพียงไปสมัครฝึกงาน เมื่อครบตามหลักสูตร ก็สามารถทำงานเพื่อช่วยเหลือครอบครัวได้แล้ว แต่ต้องมาเสียชีวิตแบบมีเงื่อนงำ

ขณะที่ พ.ต.อ.สงกรานต์ สันวงค์ ผู้กำกับการ สถานีตำรวจภูธรสารภี ระบุว่า ทางญาติผู้เสียชีวิตได้เข้าพบพร้อมกับนำเอกสาร รูปถ่ายพร้อมและหลักฐานอื่นๆ มามอบให้ เพื่อขอให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบเพิ่มเติมแล้ว เบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และสอบพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป

ขณะเดียวกันก็ต้องรอผลการชันสูตรศพผู้เสียชีวิตจากแผนกนิติเวชฯ เพื่อมาประกอบในการสรุปผลการเสียชีวิตของผู้ตาย หากพบว่ามีการทำร้าย นางสาวบุษยา ก่อนจะเสียชีวิต ก็จะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุให้ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เมียน้อยขับรถชนเมียหลวง ขึ้นโรงพักให้ปากคำ ตร.แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย

เมียน้อยขับรถชนเมียหลวง “เมียน้อย” ผู้ต้องหาขับรถยนต์เฉี่ยวชนเมียหลวง ทำบาดเจ็บสะโพกหัก โดนแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย ขณะที่เจ้าตัวให้ปากคำอ้างแค่ต้องการขับรถออกจากจุดเกิดเหตุ ไม่เจตนาเฉี่ยวชน

เมียน้อยขับรถชนเมียหลวง ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สถานีตำรวจภูธรบ้านเป็ด จ.ขอนแก่น เมื่อช่วงเที่ยงวันที่ผ่านมา น.ส.เอ (นามสมมติ) พร้อมด้วยพี่สาว เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเป็ด เพื่อเข้าให้ปากคำหลังตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาขับรถยนต์เฉี่ยวชน น.ส.ป่าน (นามสมมติ) ที่มาตามหาชาย ซึ่งอ้างว่าเป็นสามีที่มาติดพัน เป็นเหตุทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกเชิงกรานสะโพกแตก ขณะนี้ยังอยู่ในการรักษาของแพทย์โรงพยาบาลขอนแก่นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่งคลอดลูกได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ตามข่าวที่รายงานไปแล้วนั้น

เมียน้อยขับรถชนเมียหลวง

พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านเป็ด เปิดเผยภายหลังการสอบปากคำผู้ต้องหาว่า จากการสอบปากคำผู้ต้องหาได้ให้การว่าในคืนวันเกิดเหตุตนได้เดินทางไปที่ร้านอาหารกับชายคนหนึ่งที่เป็นจุดเกิดเหตุจริง โดยขณะที่กำลังจะขับรถกลับออกจากร้านได้มีรถยนต์ขับเข้ามาจอดขวางหน้ารถที่ตนเป็นคนขับ และชายที่มาด้วยกันนั่งอยู่ด้านข้าง

จากนั้นหญิงที่อยู่ในรถยนต์ได้ลงมาเคาะรถยนต์ของตนเอง ตนจึงได้พยายามที่จะขับรถออกไปจากที่เกิดเหตุโดยไม่ทันได้สังเกตว่าหญิงที่มาเคาะรถได้ยืนอยู่ตรงไหน กระทั้งมาทราบภายหลังว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ซึ่งก็ยืนยันว่าตนเองไม่ได้เจตนาที่จะขับชนหญิงคนดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการสอบปากคำ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหากับ น.ส.เอ ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งมีโทษจำคุก 6-10 เดือน หลังแจ้งข้อหาพักงานสอบสวนได้ให้ผู้ต้องหาเซ็นรับทราบข้อกล่าวหา ก่อนจะปล่อยตัวกลับบ้านไป เนื่องจากผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนีและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้วยดี

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

รถแลกยา-จับยาบ้า 2.8 แสนเม็ด ไม่ต้องจ่ายเงินสดนำรถมาแลกแทน

รถแลกยา-จับยาบ้า 2.8 แสนเม็ด  ยึดทรัพย์หลายล้านพบเครือข่ายยาบ้าไม่รับเงินสด แต่จะรับเป็นรถยนต์ แล้วนำไปขายให้เต็นท์รถ เพื่อฟอกเงินและนำไปทำธุรกิจอื่น

รถแลกยา-จับยาบ้า 2.8 แสนเม็ด วันที่ 30 ต.ค. 61 ที่ สภ.ปลายพระยา จ.กระบี่ นายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล รอง.ผบช.ภ.8 พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย ลิ้มเจริญ รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่

รถแลกยา

พร้อมด้วย พ.ต.อ.นัษฐวุฒิ ทองทิพย์ ผกก.สภ.ปลายพระยา พ.อ.ชัยพิพัฒน์ รันสูงเนิน รอง ผอ.กอ.รมน.กระบี่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทหาร และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภ.จว.กระบี่ ร่วมแถลงข่าวการจับกุมเครือข่ายค้ายาบ้ารายใหญ่ของภาคใต้

โดยมีผู้ต้องหา 4 คน ประกอบด้วย นายขวัญชัย อายุ 33 ปี นายสุแทน อายุ 38 ปี นายณรงค์เดช อายุ 39 ปี และนายวิสุทธิ์ อายุ 29 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 282,000 เม็ด และยึดของกลางประกอบด้วย อาวุธปืนบาเร็ตต้า พร้อมกระสุน 11 นัด รถยนต์กระบะ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 7 เครื่อง นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ยังยึดทรัพย์ประกอบด้วย รถยนต์บรรทุก 6 ล้อ 1 คัน ทองรูปพรรณ 31 บาท พระเลี่ยมทอง 15 องค์ เงินสด 5,500 บาท รวมทรัพย์สินที่ยึดประมาณ 2.5 ล้านบาท

สำหรับการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ปลายพระยา และ ภ.จว.กระบี่ ได้สืบทราบว่า จะมีผู้ค้านำยาบ้ามาส่งให้กับผู้ค้าอีกรายนำไปขายต่อ จึงวางกำลังดักซุ่มรอที่ริมถนนสายนาเหนือ-พนม ม.3 ต.เขาต่อ อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ จับกุมนายขวัญชัย และนายสุแทน ได้พร้อมของกลาง 40,000 เม็ด ซึ่งนายขวัญชัย ได้ให้การว่ารับยาบ้ามาจากนายวิสิทธิ์

จึงไปขยายผลตรวจค้นที่ ต.ปากแพรก อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ได้ของกลางอีก 200,000 เม็ด และนายขวัญชัย ยังให้การว่า มียาบ้าที่เครือข่ายซุกซ่อนอยู่อีก ที่ ต.คันธุลี อ.ท่าชนะ จ.สุราษฏร์ธานี เจ้าหน้าที่ไปตรวจยึดได้อีก 42,000 เม็ด และจับกุมนายณรงค์เดช ที่เป็นผู้ครอบครองยา รวมผู้ต้องหา 4 คน ของกลางยาบ้า 282,000 เม็ด

พ.ต.อ.นัษฐวุฒิ ทองทิพย์ ผกก.สภ.ปลายพระยา จ.กระบี่ กล่าวว่า เครือข่ายยาเสพติดกลุ่มนี้ เปลี่ยนจากการใช้เงินสดในการซื้อขายยาเสพติด เป็นการนำรถยนต์มาแลกกับยาเสพติด จากนั้นผู้ค้าจะนำรถยนต์ไปขายกับเต็นท์รถยนต์ต่างๆ

เป็นการฟอกเงินอีกรูปแบบหนึ่ง อีกทั้งผู้ค้ายังได้นำเงินจากการขายรถไปลงทุนเปิดกิจการต่างๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมอยู่ระหว่างสืบสวนติดตามยึดทรัพย์สินของกลุ่มเครือข่ายนี้ต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

มอบตัวแล้ว ! มือฆ่ายัดบ่อเกรอะ ปฏิเสธทุกข้อหา แต่ตำรวจไม่หนักใจ

มอบตัวแล้ว ผู้ต้องสงสัยคดีใช้มีดสับหน้าผู้ตายจนเละ หมกศพบ่อเกรอะหลังร้านอาหารเจ พื้นที่ สน.ลาดกระบัง เข้ามอบตัว พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ด้านตำรวจไม่หนักใจ เผยมีหลักฐานเด็ด

มอบตัวแล้ว จากกรณีที่เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2561 เวลา 14.30 น. พบศพ นายประสิทธิ์ หรือ หรั่ง อายุ 61 ปี อยู่ภายในบ่อเกรอะด้านหลังร้านอาหารเจ ริมถนนร่มเกล้า พบบาดแผลถูกของแข็งทุบ ฟันเข้าที่ศีรษะ จนใบหน้าเละ

มอบตัวแล้ว

และถูกอาวุธมีดแทงที่บริเวณลำตัว 5 แผล แขนซ้าย 1 แผล จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุภายในร้านบริเวณห้องครัว พบเศษหนังศีรษะ เส้นผม และคราบเลือดกระจายติดเต็มฝาผนัง นั้น

ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (28 ต.ค. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ชาญวิทย์ พุ่มโพธิ์ รองผู้บังคับตำรวจนครบาล 3 เปิดเผยว่า หลังศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา นายบุญยืน อายุ 68 ปี ผู้ต้องหาจึงเดินทางมามอบตัวที่ สภ.อ่าวน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์

จากนั้นได้ส่งตัวมายังสถานีตำรวจนครบาลลาดกระบัง ซึ่งทางเราออกหมายจับผู้ต้องหาโดยคำบอกกล่าวของพยานแวดล้อมว่า ผู้ตายกับผู้ต้องหาสนิทกัน มีการเข้านอกออกในที่ร้านเป็นประจำอยู่แล้ว และชอบมีปากมีเสียงกันเป็นประจำ

เบื้องต้น ผู้ต้องหายังให้การวกไปวนมาอยู่ และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันจะให้การในชั้นศาลเท่านั้น แต่ถึงผู้ต้องหาจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาก็ตาม ทางตำรวจก็ไม่หนักใจ เพราะมีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ คือผลตรวจจากคราบเลือด (DNA) ที่ติดอยู่ในอาวุธ เสื้อผ้า ที่ตรวจยึดมาในที่เกิดเหตุ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com